เกิดมีข้อมูลใหม่ว่าด้วยน้ำมันมะพร้าวลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ผู้อ่านลองล้างสมอง พิจารณาข้อมูลดังต่อไปนี้
ชอร์แลนด์และคณะเสนองานวิจัยทางระบาดวิทยา
เขาศึกษาไขมันเลือดของชาวเกาะโพลีนีเชียนซึ่งกินมะพร้าวเป็นอาหารประจำวันมาก
พบว่า ระดับโคเลสเตอรอลต่ำและมีอัตราโรคเส้นเลือดแข็งตัวต่ำกว่าของชาวยุโรปรวมทั้งชาวเกาะที่กินอาหารแบบตะวันตก(Shorland,
F.B., et al. Studies on fatty acid composition of adipose
tissue and blood lipids of Polynesians. Am J Clin Nutr
1969; 22(5): 594-605.) ความรู้นี้มายืนยันในปีค.ศ. 1981
ด้วยงานของไพรเออร์ที่พบว่าชาวเกาะซึ่งกินน้ำมันจากมะพร้าวเกิน
50% ของแคลอรีรวมกลับไม่มีระดับโคเลสเตอรอลสูง งานของไพรเออร์ดูละเอียดเข้าไปในอาหารของชาวเกาะ
พบว่าพวกเขากินน้ำมันมะพร้าวถึงวันละ 100 กรัม หรือครึ่งถ้วย
ซึ่งให้แคลอรีถึง 900 กิโลแคลอรีอยู่แล้ว นอกจากพวกเขาไม่มีโรคหัวใจแล้วปลอดจากโรคเบาหวาน
มะเร็ง และโรคไทรอยด์ต่ำอีกด้วย
เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นในปาปัวนิวกีนี
ซึ่งเดิมทีกินมะพร้าวมากโดยไม่มีอุบัติการณ์โรคหัวใจ ตั้งแต่ก่อนปีค.ศ.
1964 ครั้นเมื่อบ้านเมืองรับอิทธิพลของสังคมตะวันตก คนที่นั่นกินมะพร้าวน้อยลงและกินอาหารตะวันตกเพิ่มขึ้น
โรคหัวใจก็ตามมา(Misch, K.A., Ischaemic heart disease
in urbanized Papua New Guinea. An autopsy study. Cardiology
1988; 75(1): 71-75) รายงาน 3 ชิ้นที่เรียกว่าKitava study
โดยลินเดเบอร์กเมื่อปีค.ศ.1993-1997 นี้เอง ศึกษาชาวเกาะคีตาวาในนิวกีนีซึ่งกินอาหารแบบพื้นถิ่นที่มีมะพร้าวเยอะจำนวน
203 คน คนที่อายุมากที่สุดคือ 86 ปี ล้วนไม่มีโรคหัวใจแม้แต่รายเดียว(Lindeberg,
S. Age relations of cardiovascular risk factors in a
traditional Melanesian society; the Kitava study. Am
J Clin Nutr 1997; 66(4): 845-852) ครั้นจับกลุ่มศึกษาใหม่ในคนประชากร
1,816 คนอายุสูงสุดคือ 96 ปีก็ไม่พบโรคหัวใจหรืออัมพาตเลย(Lindeberg,
S. and Lundh, B. Apparent absence of stroke and ischemic
heart disease in a traditional Melanesian island: a
clinical study in Kitava. J Intern Med 1993; 233(3):
269-275) เมื่อศึกษาอีกครั้งหนึ่งที่นั่นในอีกกลุ่มประชากรที่อายุสูงสุดถึง
100 ปี เปรียบเทียบกับชาวสวีเดนซึ่งโดยปกติกินไขมันอิ่มตัวน้อย
และกินน้ำมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวกับเชิงซ้อนได้แก่น้ำมันมะกอกและน้ำมันพืชอื่นซึ่งนับเป็นไขมันที่ดีต่อหัวใจ
ก็พบว่ามีระดับความดันเลือด น้ำตาลเลือดและโคเลสเตอรอลรวมกับ
LDL ต่ำกว่า (Lindeberg, S., st al. Cardiovascular risk
factors in a Melanesian population apparently free from
stroke and ischemic heart disease; the Kitava study.
J Intern Med 1994; 236(3): 331-340) มีงานวิจัยทำนองเดียวกันนี้อีกหลายชิ้นที่พบความปลอดภัยของน้ำมันมะพร้าวต่อโรคหัวใจ
ไขมันเลือดในศรีลังกา ซึ่งไม่ใช่กินอาหารชาวเกาะ แต่กินอาหารแบบแขกซึ่งมีกระทิเยอะอีกด้วย
ถึงตรงนี้จึงเกิดเป็นกระแสใหม่ทางสุขภาพที่ถึงกับประกาศกันว่า
น้ำมันมะพร้าวปกป้องผู้คนจากโรคหัวใจหลอดเลือด นับเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในวงการอาหาร
ถ้าเช่นนั้นจะอธิบายอย่างไรในเชิงทฤษฎี
โดยความรู้แต่เดิม
โรคหัวใจมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญๆได้แก่ อายุ เพศ การสูบบุหรี่
ความเครียด ขาดการออกกำลังกาย กรรมพันธุ์ ประเด็นต้นๆเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร
แต่ปัจจัยหลังๆดังต่อไปนี้เกี่ยวกับอาหารได้แก่ ระดับโคเลสเตอรอล
ความอ้วน เบาหวาน ความดันเลือดสูง ระดับโฮโมซิสเตอีน และภาวะอักเสบของหลอดเลือด
เราพึงพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ทีละอย่าง
เรื่องไขมันในเลือด
พึงทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ปัจจุบันถ้าจะถือว่าใครมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือไม่
ไม่พึงพิจารณาเพียงแค่ระดับโคเลสเตอรอลรวมอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาละเอียดลงไปที่ระดับ
LDL-Chol ซึ่งเรียกกันว่าเป็นโคเลสเรอรอลชนิดไม่ดี ถ้ามีมากจะอุดหลอดเลือด
เปรียบเทียบกับ HDL-Chol ซึ่งถือว่าเป็นโคเลสเตอรอลชนิดดี
ถ้ามีมากจะป้องกันหัวใจหลอดเลือด
ทีนี้วิธีเปรียบเทียบที่สำคัญ
ไม่เพียงแต่ดูไขมันทั้ง 3 ชนิดอย่างผิวเผิน แต่ต้องดูสัดส่วนของมันให้ชัดเจนดังนี้คือ
1. สัดส่วนของ
Total Chol ? HDL-Chol ควรน้อยกว่า 4.6
2. สัดส่วนของ
LDL-Chol ? HDL-Chol ควรน้อยกว่า 3
คิดง่ายๆก็คือ
ถ้าใครมีโคเลสเตอรอลรวมเยอะ บางทีรู้สึกน่าตกใจ แต่ถ้าในบรรดาโคเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้นเป็น
HDL ก็แสดงว่าเป็นภาวะสุขภาพที่ดี แทนที่จะต้องตกอกตกใจ
และในกรณีเดียวกันถ้าคนๆนั้นซึ่งมีโคเลสเตอรอลรวมเพิ่มขึ้น
แต่ LDL ไม่เพิ่ม เมื่อมาหารกันดูสัดส่วนพบว่า LDL ไม่ได้มากกว่า
HDL เกิน 3 เท่า ก็ถือว่าอยู่ในภาวะปลอดภัย
เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวเดิมทีเดียวมีงานวิจัยหลายชิ้นที่สกัดเอากรดลอริก
(Lauric acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายกลางจำนวนอะตอม
12 ตัว เป็นน้ำมันตัวหลักในมะพร้าวคือมีถึง 48% แล้วมาทดลองให้กิน
พบว่ามีระดับโคเลสเตอรอลสูงขึ้น พลอยให้สรุปว่าน้ำมันมะพร้าวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
งานวิจัยมีทั้งของเมนสิงค์ (2003) ทีมม์(1963) ซอกค์(1992)
เดอ โรส(2001) และซันดรัม(1997)
ข้อคิดมีว่าการจะตัดสินน้ำมะพร้าวไม่ควรจะวิจัยด้วยกรดลอริกบริสุทธิ์
แต่น้ำมันมะพร้าวธรรมชาติมีสัดส่วนของกรดไขมันตัวอื่นอีกหลายชนิดซึ่งอาจจะทำงานร่วมกัน
และถ้าวิจัยด้วยน้ำมันมะพร้าวธรรมชาติก็จะพบผลที่น่าสนใจว่า
มันสามารถเพิ่มโคเลสเตอรอลรวม แต่ตัวที่เพิ่มเป็น HDL
ทำให้การแปรผลกลับเป็นว่า น้ำมันมะพร้าวน่าจะป้องกันโรคหัวใจซะมากกว่า
งานวิจัยชิ้นสำคัญเป็นของเมนดิสและคณะ
ศึกษาในศรีลังกากับชายอาสาสมัครซึ่งเดิมทีกินน้ำมันมะพร้าวอยู่แล้ว
จึงจัดการตรวจไขมันเลือดไว้ จากนั้นให้เปลี่ยนไปกินน้ำมันข้าวโพด
แล้ววัดไขมันเลือดอีกครั้งหนึ่ง(Mendis, S., et al. The
effects of replacing coconut oil with corn oil on human
serum lipid profiles and platelets derived factors active
in atherogenesis. Nutrition Reports Intenational Oct.
1989; 40(4).)
ผลก็คืออาสาสมัครเมื่อเปลี่ยนจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันข้าวโพดระดับโคเลสเตอรอลรวมลดลง
18.7%(ลดจาก 179.6 มก.% เป็น 146.0 มก.%) พร้อมกันนั้นระดับ
LDL ก็ลดลง 23.8% (จาก 131.6 มก.% เป็น 100.3 มก.%) จากข้อมูลแค่นี้ทำให้เชื่อว่า
การเปลี่ยนจากน้ำมันมะพร้าวมากินน้ำมันข้าวโพดน่าจะดีต่อสุขภาพ