ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินคำว่า
"นาโนเทคโนโลยี" อยู่บ่อยครั้ง แต่คงมีเพียงไม่กี่คนที่จะเข้าใจว่านาโนเทคโนโลยีคืออะไรกันแน่
ในวันนี้เราจะมีชี้แจงแถลงไขเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ว่านี้กันอย่างละเอียดเลยก็แล้วกัน
คำว่า "นาโน
(Nano)" เป็นหน่วยวัดทางวิทยาศาสตร์ ที่มีความหมายเป็นปริมาณเทียบเท่ากับ
1 ใน 1000 ล้าน หรือเขียนเป็นเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ได้เท่ากับ
10-9 ซึ่งเมื่อนำไปนำหน้าหน่วยวัดใด ก็เท่ากับ 1 ในพันล้านของหน่วยวัดนั้น
เช่น เมื่อนำไปนำหน้าหน่วยวัดความยาวเมตร ก็จะเท่ากับ
10-9 เมตร (เช่นเดียวกับคำว่า เซนติ = 1 ใน 100 เราจึงคุ้นกับหน่วยวัด
100 เซนติเมตร = 1 เมตร)
คำถามมีอยู่ว่า
ทั้งๆ ที่ก็มีมาตรวัดอื่นๆ เช่น กิโลเมตร, เซนติเมตร,
มิลลิเมตร, ไมโครเมตร ฯลฯ แต่ทำไมจำเพาะหน่วยวัด "นาโนเมตร"
จึงได้เป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์กันนัก คำตอบเริ่มมาจาก
นักฟิสิกส์ทฤษฎีที่ชื่อ ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Fyneman)
เป็นคนจุดประกายขึ้นเมื่อราวปี ค.ศ. 1959
ริชาร์ด
ไฟน์แมน ได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่มนุษย์เราจะสามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีขนาดเล็กในระดับของอะตอมเพื่อให้มันทำงานได้
ซึ่งมองในแง่ของอรรถประโยชน์แล้วน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ
อย่างมหาศาล และเขาได้ทำนายอีกว่า เมื่อสารหรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
ถูกแบ่งหรือถูกทำให้เล็กลงจนถึงขนาด 1-100 nm (นาโนเมตร)
คุณสมบัติต่างๆ ของมันจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมหาศาล เพราะแม้แต่แรงดึงดูดระหว่างอะตอมก็ยังมีผลต่อสารหรืออุปกรณ์ชนิดนั้นๆ
เช่น วงจรไฟฟ้า เมื่อสายไฟถูกทำให้เล็กลงจนถึงระดับหนึ่ง
การไหลของอิเลคตรอนที่เคยเปะปะอยู่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแน่นอน
หรือเฟืองเกียร์เมื่อถูกทำให้เล็กลงมากๆ แม้แต่ความหนืดของน้ำที่เกิดจากความชื่นในบรรยากาศก็อาจส่งผลขัดขวางการทำงานของเครื่องยนต์จิ๋วได้อย่างมหาศาล
ด้วยอุปสรรคดังกล่าว
ทำให้มนุษย์ต้องทุ่มเทค้นคว้าศาสตร์ใหม่ๆ หลายอย่างเพื่อทำความเข้าใจและออกแบบสิ่งประดิษฐ์จิ๋วเหล่านี้ให้ใช้งานได้จริง
ศาสตร์ในการออกแบบ และควบคุมการสร้างสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้
ต่อมาถูกเรียกว่าศาสตร์ของ "นาโนเทคโนโลยี"
แท้ที่จริงแล้วมนุษย์เราคุ้นชินกับคุณสมบัติที่เปลี่ยนไปของสารต่างๆ
เมื่อโมเลกุลของมันถูกแบ่งย่อยให้เล็กลงมานานแล้ว เช่น
กระบวนการทำกระจกสี ที่มีการเจือธาตุต่างๆ เช่นธาตุทองลงไป
จากเดิมที่มีสีทอง เมื่อถูกทำให้เป็นผงเล็กๆ ก็ทำให้กระจกนั้นมีการกลายเป็นสีแดงขึ้นมาได้
เป็นต้น
สำหรับประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีในสาขาการแพทย์และสุขภาพ
ตามจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ เราคาดหวังว่า เราจะสามารถสร้างหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่สามารถลากพาเอายารักษาโรคเข้าไปที่อวัยวะเป้าหมายได้
หรือคาดหวังว่าเราจะสามารถสร้างอุปกรณ์ส่องตรวจที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างของมันให้โค้งงอคดเคี้ยวไปตามท่อหรือทางเดินอาหารต่างๆ
ได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่การฉีดหุ่นยนต์ขนาดเล็ก ที่เล็กขนาดบรรจุอยู่ในเข็มฉีดยา
ผ่านรูเข็มเข้าทางเส้นเลือด เพื่อให้หุ่นยนต์พวกนี้เข้าไปผ่าตัด
ซ่อมแซมอวัยวะภายในต่างๆ ของผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องกรีดผิวหนังให้เป็นแผล
รวมถึงสามารถยืดอายุคนเราให้ใกล้เคียงความเป็นอมตะให้มากขึ้นได้อีกด้วย
ฟังแล้วดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน
แต่มีการสำรวจกันว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในโลกนี้ ทั้งวงการคอมพิวเตอร์
วงการเภสัชกรรม วงการเคมีฟิสิกส์ ต่างทุ่มทุนกันไปหลายพันล้านดอลลาร์แล้วเพื่อที่จะเป็นเจ้าครอบครองศาสตร์ที่ว่านี้ให้ได้ก่อนใคร
เพราะคาดว่าในอนาคต ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยีจะสร้างมูลค่าตลาดได้อย่างมหาศาลดังเช่นที่
ธุรกิจดอทคอม สามารถทำได้มาแล้ว
และปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าเราจะยังไปไม่ถึงความฝันอันสูงสุดที่เล่ามาแล้วก็ตาม
ผลพวงของการศึกษาค้นคว้าและวิจัยกันอย่างหนัก ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์สุขภาพเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีเข้าสู่ท้องตลาดมาบ้างแล้ว
และบางผลิตภัณฑ์ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่คนไทยคิดค้นขึ้นเองด้วย
ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจดังกล่าวได้แก่
1. Zeolite
ซึ่งเป็นสารที่ออกแบบมาให้มีโครงสร้างเหมือนตะแกรงขนาดเล็กจิ๋ว
ซึ่งมีคุณสมบัติในการดักจับสารพิษ สารเคมีต่างๆ ในน้ำ
เริ่มมีให้ใช้เป็นสารกำจัดน้ำเสีย หรือการบำบัดคุณภาพน้ำในวงการอุตสาหกรรมแล้ว
2. การคิดค้นผลึกแร่
ที่สามารถปล่อยประจุลบให้เมื่อนำไปใส่ในไส้กรองแบบพิเศษ
ทำให้น้ำมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ORP negative ซึ่งหมายความว่ามันสามารถทำให้น้ำที่ไหลผ่านไส้กรองแล้วเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม
ซึ่งจากงานวิจัยทางการแพทย์หลายๆ ชิ้นระบุว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของโรคหลายอย่าง
เป็นสาเหตุของความชรา การได้ดื่มน้ำจากเครื่องกรองชนิดนี้เป็นประจำ
ได้น้ำต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ ก็น่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ในระยะยาว
3. การคิดค้นผลึกสารชนิดพิเศษ
ที่เมื่อได้รับพลังงาน เช่น พลังงานความร้อน แล้วมันจะคายพลังงานนั้นออกมาในรูปของคลื่นความถี่
Far infrared ซึ่งเมื่อนำไปปรับใช้ใส่ในลูกประคบแบบไทยๆ
เมื่อนำไปประคบนวด คลื่นความถี่ Far infrared จะแผ่ซึมซาบลึกลงไปในชั้นใต้ผิวหนัง
และเป็นที่ทราบกันว่า คลื่นความถี่นี้เป็นคลื่นความถี่ที่กระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว
ทำให้การไหลเวียนโลหิตไปที่จุดที่ประคบดีขึ้น ประสิทธิผลของการนวดประคบก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
4. การนำไปใช้กับโมเลกุลของยาและสมุนไพร
เราทราบว่ายาสมุนไพรบางชนิดมีคุณสมบัติในการกระตุ้นให้เซลล์ไขมันพวกเซลลูไลต์เผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น
แต่เวลานำมาใช้ทา การซึมลึกลงไปของตัวยาอาจทำได้ยาก ในธุรกิจสปาหลายแห่งจึงต้องทำควบคู่ไปกับการนวด
การพอกขัด การรัดด้วยผ้าแน่นๆ (Wrap) เพื่อหวังผลให้ตัวยาซึมลึกลงไปได้ดีขึ้น
แต่ก็เป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก จนไม่สามารถที่จะทำได้ด้วยตนเอง
จึงมีการคิดค้นแคปซูลขนาดนาโนที่มีคุรสมบัติในการพาเอาตัวยาสมุนไพรให้ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีขึ้นมาใช้ผสมในยาสมุนไพรนั้น
ซึ่งก็พบว่าเมื่อนำมาทาตามตำแหน่งที่มีเซลลูไลต์พอกหนาแล้ว
ทำให้เซลลูไลต์ลดลงและหายไปได้โดยง่าย
5. มีการพบว่าผลึกแร่เงิน เมื่อทำให้เล็กลงจนถึงระดับนาโน
แร่เงินจะมีรูปร่างของผลึกแหลมเล็ก จนสามารถแทงให้เยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียแตกและตายได้
เป็นการสารฆ่าเชื้อ (Antiseptic) ประเภทหนึ่ง เมื่อทำออกมาเป็นสารละลาย
แล้วนำไปเป็นสเปรย์ฉีดพ่น ก็สามารถช่วยทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ได้
เช่น สเปรย์สำหรับสุภาพสตรีพกติดตัวเอาพ่นฐานรองนั่งสุขภัณฑ์ก่อนใช้ห้องน้ำสาธารณะเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ,
นำไปฉีดพ่นเคลือบเสื้อผ้า ทำให้เสื้อผ้าสะอาด ลดกลิ่นอับ,
นำไปฉีดพ่นถุงเท้า เมื่อนำมาสวมใส่ก็จะช่วยฆ่าเชื้อ
ลดกลิ่นเท้าได้ เป็นต้น