เช้าวันนั้นเป็นวันศุกร์
กิจวัตรอย่างเคยของคุณแม่คือ ไปออกกำลังกายด้วยการเดินลู่ที่ศูนย์สุขภาพกว่าครึ่งชั่วโมง
ก่อนกลับเข้าบ้านกินข้าว เล่นกับผัดไทยสักครู่ใหญ่ แล้วคว้าเอามติชนสุดสัปดาห์มาเปิด
อ่านคอลัมน์ธรรมชาติบำบัดเป็นประการแรก แล้วเปิดเข้าไปหน้าปริศนาอักษรไขว้
ดูประกาศผลว่าสัปดาห์ที่แล้วใครตอบถูกบ้าง ซึ่งชื่อของท่านมักมีติดอยู่เสมอเกือบทุกสัปดาห์
จากนั้นก็เริ่มต้นเล่มเกมใหม่ เรื่องที่คุณแม่เป็นแฟนเล่นอักษรไขว้ของมติชนสุดฯเป็นชีวิตจิตใจ
เป็นที่รู้กันทั่วไป จนญาติๆที่เชียงใหม่บอกว่า ถ้าเห็นชื่อของแม่ในมติชนสุดสัปดาห์ก็แปลว่าแม่สบายดี
ไม่ต้องถามไถ่กับใครให้ยุ่งยาก
การเล่นอักษรไขว้ของแม่มีผลย้อนกลับมาพิสูจน์กับพวกเราลูกๆว่า
ผลของการใช้สมองอย่างสม่ำเสมอแม้ว่า scan สมองของท่านขณะนอนโรงพยาบาลระยะสุดท้าย
จะบอกว่าสมองท่านได้ฝ่อไปเยอะมากแล้วจากอายุขัย แต่ท่านกลับมีสติสมบูรณ์ไม่มีหลงลืม
ใช้ปัญญาได้ดี และเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างแคล่วคล่องตลอดมา
คนเราเมื่อแก่ตัว
เซลล์สมองมีแต่จะแก่และตายไปจนเหลือเนื้อสมองน้อยลง แต่คนแก่ที่สมองเสื่อมกับคนแก่ที่สมองยังคงทำงานมีประสิทธิภาพต่างกันตรงที่
การฝึกใช้สมองและไม่อยู่นิ่ง แม้เซลล์สมองจะตายไป แต่แขนงประสาทในสมองจะสามารถงอกใหม่ได้เสมอ
ไม่ว่าจะอายุเท่าใด การเชื่อมต่อของเครือข่ายแขนงประสาทในสมองที่เพิ่มขึ้นทุกวันจากการกระตุ้นใหม่ๆ
ด้วยการคิด วิเคราะห์ต่างหากที่ทำให้เซลล์สมองข้างเคียงกับเซลล์ที่เสียไป
ยังคงทำหน้าที่ทดแทนกัน
เป็นอันว่างานนี้
ปริศนาอักษรไขว้ของมติชนสุดฯได้รับคะแนนนิยมไปเต็มๆ
วันนั้นแม่ทำปริศนาอักษรไขว้ทิ้งไว้
มีพจนานุกรม 2 เล่ม คือฉบับราชบัณฑิตยสถาน และฉบับมติชน
และแว่นขยายวางไว้ข้างๆ กินอาหารเที่ยงแล้วคุณแม่ก็ไปนั่งดูโทรทัศน์
สักครู่ขณะกำลังจะลุกก็เกิด "ลมปัจจุบัน" ขึ้นมา เราจึงพาท่านเข้าโรงพยาบาล
ซึ่งท่านเสียชีวิตในอีก 4 วันต่อมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล
4 วัน นับเป็นแม่แบบของกระบวนการ "เพรียกหาความตาย มาให้แม่"
ปฏิบัติการอันสุนทรีย์โดยลูกสาวกับลูกเขย อันนำไปสู่การตายอย่างมีคุณภาพของคุณแม่
ผมคิดว่ามีคุณค่าอันควรแก่การถ่ายทอดเป็นอย่างยิ่ง
ใครๆที่เห็นแม่มักจะบอกว่าแม่แข็งแรง
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอายุเกือบ 90 ปี แม่จะยิ้มรับคำชื่นชมอยู่เงียบๆ
แต่ความจริงเกี่ยวกับสุขภาพของแม่มีดังนี้
แม่มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจรูมาติกตั้งแต่เด็ก
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้ลิ้นหัวใจตีบและรั่ว
แต่ก็ยังไม่มีอาการอะไรเลยจนอายุได้ 74 ปี เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอาการ
"ใจไม่ดี" ท่านจะกินยาหอมยี่ห้อหนึ่ง สักพักก็หาย ประสิทธิผลของยาหอมนี้เป็นที่ประจักษ์ของเราในคราวที่พาท่านขึ้นดอยอินทนนท์แล้วท่านเกิดอาการปวดแน่นหน้าอก
ในจังหวะนั้นเราไม่มียาขยายหลอดเลือดเพื่ออมใต้ลิ้นเลย
ท่านมียาหอมชนิดนี้ในกระเป๋า โรยใส่มือ 1 หลอด อมในปากสักครู่ก็หาย
เรื่องนี้ยาหอมของไทย
ได้คะแนนไปเช่นกัน
ครั้นเมื่ออาการของหัวใจมีมากแล้ว
จึงได้ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ 2 ลิ้น ก่อนผ่าตัดเราให้ท่านกินวิตามินต้านอนุมูลอิสระ
แถมโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้รับการผ่าตัดได้โดยปลอดภัย และด้วยความที่ท่านกินข้าวกล้อง
กินน้ำพริกผักจิ้มมาสม่ำเสมอ แม่ฟื้นจากการผ่าตัดด้วยการนอนไอซียูเพียงคืนเดียว
รับมอร์ฟีนครั้งเดียวเพราะพยาบาลรีบให้ไว้ซะก่อน หลังผ่าตัดแม่จำเป็นต้องกินยาละลายเลือดตลอด
เพื่อป้องกันการจับลิ่มเลือดที่อาจหลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดสมองได้ทุกเมื่อ
ในอีกด้านหนึ่ง
แม่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่สาวๆ เมื่อเราทำงานด้านธรรมชาติบำบัด
เราจึงดูแลแม่ด้วยอาหาร กินผักผลไม้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานสู้กับไวรัส
ผลคือเราควบคุมการกำเริบของไวรัสตับอักเสบได้ดีมาตลอด
จนแม่อายุเกือบ 80 แล้วจึงพบมีเอนไซม์ตับเริ่มผิดปกติ
ครั้นเมื่ออายุ 81 ปี แม่มีซีสต์ในตับ 1 ซม. อาจเป็นมะเร็งหรือไม่
เพื่อนแพทย์เสนอให้เจาะตับ แต่เราปฏิเสธ โดยให้กินวิตามินหลายตัว
รวมทั้งมิลค์ทริสเทิลซึ่งเป็นสมุนไพรมาตรฐานของเยอรมัน
มีประวัติปกป้องตับได้ดี แต่กินในระดับสูงกว่าที่การแพทย์แบบแผนในโรงพยาบาลจ่ายให้ผู้ป่วยอีกหลายเท่าตัว
และสวนกาแฟเพื่อช่วยตับขจัดอนุมูลอิสระ ให้ผนังเซลล์ตับแข็งแรง
ป้องกันการรุกล้ำของไวรัสต่อเซลล์ตับเซลล์ต่อๆไป
ประคองอยู่อย่างนี้ต่อเนื่องมาอีก
8 ปี ขนาดของซีสต์ขยับเพิ่มเป็น 2 ซม. เอนไซม์เพิ่มในราว
100 ต้นๆ และค่า AFP ซึ่งบ่งชี้มะเร็งตับเริ่มขึ้น เรายังคงปฏิเสธการเจาะชิ้นเนื้อตรวจ
เพราะอายุแม่ก็เข้า 88 ปีแล้ว การกินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย
ทำจิตสงบไม่เครียด ได้รับการพิสูจน์ว่าควบคุมโรคตับ และชะลอการเกิดมะเร็งได้อย่างชัดเจน
จุดอ่อนมีเพียงประการเดียวคือ ตับของแม่เสื่อมสภาพเป็นภาวะตับแข็ง
ซึ่งจะมีภาวะเลือดออกง่าย
ด้วยโรค
2 อย่างในตัวแม่ การใส่ลิ้นหัวใจเทียมต้องใช้ยาสลายลิ่มเลือด
แต่ตับแข็งก็เสี่ยงที่จะเลือดออก จึงเป็นคู่ความขัดแย้งที่จะต้องประคองการใช้ยาละลายลิ่มเลือดอย่างพิถีพิถัน
ประดุจนักกายกรรมที่เดินไต่เส้นลวด ไม่ให้ถลำไปข้างใดข้างหนึ่ง
นั่นแปลว่าเราพาแม่ไต่เส้นลวดมาได้สิบกว่าปีเลยทีเดียวตั้งแต่หลังผ่าตัดมา
ในวันที่เกิดเหตุนี่แหละ
เมื่อถึงโรงพยาบาล การตรวจเลือดก็พบว่า ยาสลายลิ่มเลือดมีระดับน้อยเกินไป
ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันที่สมองพื้นที่ค่อนข้างกว้าง
ขณะเดียวกันผลเลือดนั่นแหละก็พบว่า เลือดของแม่มีแนวโน้มที่จะเลือดออกไม่หยุดเพราะภาวะตับแข็ง
ปัญหาที่วางอยู่เบื้องหน้าของแพทย์ผู้รักษาก็คือ การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
อาจเกิดอุดตันซ้ำซ้อนได้อีกซึ่งจะทำให้สูญเสียเนื้อสมองมากยิ่งขึ้น
ถ้าไม่ยับยั้งด้วยการให้ยาป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือด
แต่ในทางตรงกันข้ามภายใน 2-3 วันอาจมีภาวะเลือดออกตามหลังได้อีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน
และภายใน 24 ชั่วโมงจะเกิดกรณีเช่นนี้ได้ถึง 50%
ต่อปัญหาเฉพาะหน้านี้
แพทย์จะเลือกเอาทางไหน ซึ่งล้วนมีโอกาสเสี่ยงทั้งคู่ เมื่อปรึกษากันแล้ว
แพทย์ก็ตกลงใจที่จะให้ยาป้องกันลิ่มเลือดจับตัว