บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 
เพรียกหาความตาย มาให้แม่

นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

"...อือ จาจา หลับสองต๋า แม่นายมา ก้อยตื่น หลับจื่นๆ ตื่นแล้วเจ๋นจ๋า ตื่นขึ้นมา จะได้กิ๋นป๋าปิ้งอั่ว...." เพลงกล่อมเด็กภาษาคำเมือง เป็นบทที่คุณทวดร้องกล่อม เจ้า "ผัดไทย" เหลนตัวน้อยตั้งแต่ยังแบเบาะ ทุกครั้งผัดไทยจะส่งเสียงอือๆออๆไปกับเพลงที่ร้อง

บางทีคุณทวดก็เปลี่ยนเพลงด้วยท่วงทำนองสนุกสนานบ้าง "....อี่เอ้ยเหย หมูมึงออกคอก ไส้มันออก ยาวศอกยาววา ตัดไม้สามป้อง มาดีดนมสาว บ่าเขือยาว ตัดน้ำมันมนต์ โจรหัวล้าน โจนหัวหนี ลักควายกูหนี บ่เอามาส่ง น้ำเต็มต้ง จะตี๋งัวลอย น้ำเต็มดอย จะตี๋งัวข้าง เห็ดกะด้าง ออกข้างติ๋นดอย งัวแม่มอย กินหญ้าหล็อบแหล็บ สาวก้นแต็บ แม่ฮ้างก้นกึ่ง กึ่งดึ่งไป กึ่งดึ่งมา..." เวลาที่คุณทวดเร่งจังหวะเพลง ผัดไทยจะขย่มตัวโดดสูงขึ้นๆ อยู่บนเก้าอี้นวมซึ่งรองปลายเท้าด้วยการประคองของพี่เลี้ยง ราวกับเป็นนักยิมนาสติกตัวจิ๋ว พร้อมกับหัวเราะกิ๊กกั๊ก สดใสไร้เดียงสา หารู้ไม่ว่าบรรยากาศอันน่ารักน่าถนอมนั้น กำลังจะหมดไปอย่างไม่มีวันเพรียกหาให้กลับคืนมาได้ภายในเวลาไม่นาน

และแล้ววันหนึ่ง ก็มีเหตุให้คุณหมอลลิตา ธีระสิริผู้เป็นลูกสาว ต้องหันมาเขียนหนังสือเล่มเล็กชื่อ "แม่" เพื่อใช้แจกในงานศพที่เกิดขึ้นอย่างบัดดล นอกเหนือความคาดคิด

"แม่เป็นผู้หญิงธรรมดา มีชีวิตเรียบง่าย ชื่อนางแสงทอง ลิลิต ตลอดทั้งชีวิตท่านเป็นแม่ เป็นยาย เป็นทวด และเป็นครู แม่มีอายุ 89 ปี...." เธอขึ้นต้นหนังสือของเธอไว้ พร้อมกับสรุปบทเรียนชีวิตคุณแม่ของเธอซึ่งเปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการของการแพทย์แนวธรรมชาติบำบัดไว้อย่างแจ่มชัดน่าสนใจ กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

เช้าวันนั้นเป็นวันศุกร์ กิจวัตรอย่างเคยของคุณแม่คือ ไปออกกำลังกายด้วยการเดินลู่ที่ศูนย์สุขภาพกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนกลับเข้าบ้านกินข้าว เล่นกับผัดไทยสักครู่ใหญ่ แล้วคว้าเอามติชนสุดสัปดาห์มาเปิด อ่านคอลัมน์ธรรมชาติบำบัดเป็นประการแรก แล้วเปิดเข้าไปหน้าปริศนาอักษรไขว้ ดูประกาศผลว่าสัปดาห์ที่แล้วใครตอบถูกบ้าง ซึ่งชื่อของท่านมักมีติดอยู่เสมอเกือบทุกสัปดาห์ จากนั้นก็เริ่มต้นเล่มเกมใหม่ เรื่องที่คุณแม่เป็นแฟนเล่นอักษรไขว้ของมติชนสุดฯเป็นชีวิตจิตใจ เป็นที่รู้กันทั่วไป จนญาติๆที่เชียงใหม่บอกว่า ถ้าเห็นชื่อของแม่ในมติชนสุดสัปดาห์ก็แปลว่าแม่สบายดี ไม่ต้องถามไถ่กับใครให้ยุ่งยาก

การเล่นอักษรไขว้ของแม่มีผลย้อนกลับมาพิสูจน์กับพวกเราลูกๆว่า ผลของการใช้สมองอย่างสม่ำเสมอแม้ว่า scan สมองของท่านขณะนอนโรงพยาบาลระยะสุดท้าย จะบอกว่าสมองท่านได้ฝ่อไปเยอะมากแล้วจากอายุขัย แต่ท่านกลับมีสติสมบูรณ์ไม่มีหลงลืม ใช้ปัญญาได้ดี และเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างแคล่วคล่องตลอดมา

คนเราเมื่อแก่ตัว เซลล์สมองมีแต่จะแก่และตายไปจนเหลือเนื้อสมองน้อยลง แต่คนแก่ที่สมองเสื่อมกับคนแก่ที่สมองยังคงทำงานมีประสิทธิภาพต่างกันตรงที่ การฝึกใช้สมองและไม่อยู่นิ่ง แม้เซลล์สมองจะตายไป แต่แขนงประสาทในสมองจะสามารถงอกใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะอายุเท่าใด การเชื่อมต่อของเครือข่ายแขนงประสาทในสมองที่เพิ่มขึ้นทุกวันจากการกระตุ้นใหม่ๆ ด้วยการคิด วิเคราะห์ต่างหากที่ทำให้เซลล์สมองข้างเคียงกับเซลล์ที่เสียไป ยังคงทำหน้าที่ทดแทนกัน

เป็นอันว่างานนี้ ปริศนาอักษรไขว้ของมติชนสุดฯได้รับคะแนนนิยมไปเต็มๆ

วันนั้นแม่ทำปริศนาอักษรไขว้ทิ้งไว้ มีพจนานุกรม 2 เล่ม คือฉบับราชบัณฑิตยสถาน และฉบับมติชน และแว่นขยายวางไว้ข้างๆ กินอาหารเที่ยงแล้วคุณแม่ก็ไปนั่งดูโทรทัศน์ สักครู่ขณะกำลังจะลุกก็เกิด "ลมปัจจุบัน" ขึ้นมา เราจึงพาท่านเข้าโรงพยาบาล ซึ่งท่านเสียชีวิตในอีก 4 วันต่อมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล 4 วัน นับเป็นแม่แบบของกระบวนการ "เพรียกหาความตาย มาให้แม่" ปฏิบัติการอันสุนทรีย์โดยลูกสาวกับลูกเขย อันนำไปสู่การตายอย่างมีคุณภาพของคุณแม่ ผมคิดว่ามีคุณค่าอันควรแก่การถ่ายทอดเป็นอย่างยิ่ง

ใครๆที่เห็นแม่มักจะบอกว่าแม่แข็งแรง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอายุเกือบ 90 ปี แม่จะยิ้มรับคำชื่นชมอยู่เงียบๆ แต่ความจริงเกี่ยวกับสุขภาพของแม่มีดังนี้

แม่มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจรูมาติกตั้งแต่เด็ก เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้ลิ้นหัวใจตีบและรั่ว แต่ก็ยังไม่มีอาการอะไรเลยจนอายุได้ 74 ปี เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอาการ "ใจไม่ดี" ท่านจะกินยาหอมยี่ห้อหนึ่ง สักพักก็หาย ประสิทธิผลของยาหอมนี้เป็นที่ประจักษ์ของเราในคราวที่พาท่านขึ้นดอยอินทนนท์แล้วท่านเกิดอาการปวดแน่นหน้าอก ในจังหวะนั้นเราไม่มียาขยายหลอดเลือดเพื่ออมใต้ลิ้นเลย ท่านมียาหอมชนิดนี้ในกระเป๋า โรยใส่มือ 1 หลอด อมในปากสักครู่ก็หาย

เรื่องนี้ยาหอมของไทย ได้คะแนนไปเช่นกัน

ครั้นเมื่ออาการของหัวใจมีมากแล้ว จึงได้ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ 2 ลิ้น ก่อนผ่าตัดเราให้ท่านกินวิตามินต้านอนุมูลอิสระ แถมโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้รับการผ่าตัดได้โดยปลอดภัย และด้วยความที่ท่านกินข้าวกล้อง กินน้ำพริกผักจิ้มมาสม่ำเสมอ แม่ฟื้นจากการผ่าตัดด้วยการนอนไอซียูเพียงคืนเดียว รับมอร์ฟีนครั้งเดียวเพราะพยาบาลรีบให้ไว้ซะก่อน หลังผ่าตัดแม่จำเป็นต้องกินยาละลายเลือดตลอด เพื่อป้องกันการจับลิ่มเลือดที่อาจหลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดสมองได้ทุกเมื่อ

ในอีกด้านหนึ่ง แม่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่สาวๆ เมื่อเราทำงานด้านธรรมชาติบำบัด เราจึงดูแลแม่ด้วยอาหาร กินผักผลไม้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานสู้กับไวรัส ผลคือเราควบคุมการกำเริบของไวรัสตับอักเสบได้ดีมาตลอด จนแม่อายุเกือบ 80 แล้วจึงพบมีเอนไซม์ตับเริ่มผิดปกติ ครั้นเมื่ออายุ 81 ปี แม่มีซีสต์ในตับ 1 ซม. อาจเป็นมะเร็งหรือไม่ เพื่อนแพทย์เสนอให้เจาะตับ แต่เราปฏิเสธ โดยให้กินวิตามินหลายตัว รวมทั้งมิลค์ทริสเทิลซึ่งเป็นสมุนไพรมาตรฐานของเยอรมัน มีประวัติปกป้องตับได้ดี แต่กินในระดับสูงกว่าที่การแพทย์แบบแผนในโรงพยาบาลจ่ายให้ผู้ป่วยอีกหลายเท่าตัว และสวนกาแฟเพื่อช่วยตับขจัดอนุมูลอิสระ ให้ผนังเซลล์ตับแข็งแรง ป้องกันการรุกล้ำของไวรัสต่อเซลล์ตับเซลล์ต่อๆไป

ประคองอยู่อย่างนี้ต่อเนื่องมาอีก 8 ปี ขนาดของซีสต์ขยับเพิ่มเป็น 2 ซม. เอนไซม์เพิ่มในราว 100 ต้นๆ และค่า AFP ซึ่งบ่งชี้มะเร็งตับเริ่มขึ้น เรายังคงปฏิเสธการเจาะชิ้นเนื้อตรวจ เพราะอายุแม่ก็เข้า 88 ปีแล้ว การกินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย ทำจิตสงบไม่เครียด ได้รับการพิสูจน์ว่าควบคุมโรคตับ และชะลอการเกิดมะเร็งได้อย่างชัดเจน จุดอ่อนมีเพียงประการเดียวคือ ตับของแม่เสื่อมสภาพเป็นภาวะตับแข็ง ซึ่งจะมีภาวะเลือดออกง่าย

ด้วยโรค 2 อย่างในตัวแม่ การใส่ลิ้นหัวใจเทียมต้องใช้ยาสลายลิ่มเลือด แต่ตับแข็งก็เสี่ยงที่จะเลือดออก จึงเป็นคู่ความขัดแย้งที่จะต้องประคองการใช้ยาละลายลิ่มเลือดอย่างพิถีพิถัน ประดุจนักกายกรรมที่เดินไต่เส้นลวด ไม่ให้ถลำไปข้างใดข้างหนึ่ง นั่นแปลว่าเราพาแม่ไต่เส้นลวดมาได้สิบกว่าปีเลยทีเดียวตั้งแต่หลังผ่าตัดมา

ในวันที่เกิดเหตุนี่แหละ เมื่อถึงโรงพยาบาล การตรวจเลือดก็พบว่า ยาสลายลิ่มเลือดมีระดับน้อยเกินไป ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันที่สมองพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ขณะเดียวกันผลเลือดนั่นแหละก็พบว่า เลือดของแม่มีแนวโน้มที่จะเลือดออกไม่หยุดเพราะภาวะตับแข็ง ปัญหาที่วางอยู่เบื้องหน้าของแพทย์ผู้รักษาก็คือ การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน อาจเกิดอุดตันซ้ำซ้อนได้อีกซึ่งจะทำให้สูญเสียเนื้อสมองมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่ยับยั้งด้วยการให้ยาป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือด แต่ในทางตรงกันข้ามภายใน 2-3 วันอาจมีภาวะเลือดออกตามหลังได้อีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน และภายใน 24 ชั่วโมงจะเกิดกรณีเช่นนี้ได้ถึง 50%

ต่อปัญหาเฉพาะหน้านี้ แพทย์จะเลือกเอาทางไหน ซึ่งล้วนมีโอกาสเสี่ยงทั้งคู่ เมื่อปรึกษากันแล้ว แพทย์ก็ตกลงใจที่จะให้ยาป้องกันลิ่มเลือดจับตัว

"แม่...แม่ต้องนอนโรงพยาบาลก่อนนะ คืนนี้หมอเขาจะให้ยารักษา และพรุ่งนี้ยุกก็จะกลับจากเชียงใหม่มาเยี่ยมแม่" ผมหมายถึงหมอลลิตา "ระหว่างนี้ถ้าพอมีสติอยู่และอยากรู้สึกสบาย แม่ก็กำหนดลมหายใจ หรือสวดพุทโธอยู่ในใจเรื่อยๆ จิตจะสบาย ไม่เจ็บไม่ปวด" ผมบอกท่านในขณะที่ท่านครึ่งหลับครึ่งตื่น แขนอัมพาตไปข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างยังตอบโต้ด้วยการเคลื่อนไหวรับคำสั่งได้
ครับ เหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร? ทำไมลูกๆจึงกลับจะต้อง "เพรียกหาความตาย มาให้แม่" ? และกระบวนการนี้เขาทำกันอย่างไร? อ่านต่อฉบับหน้า อย่ากะพริบตา

หนังสือแนะนำ
- ธรรมชาติบำบัด
ในมือแพทย์
- พลังกายทิพย์และจักระ
- ตำนานหมอผี