สูตร ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร
- น้ำหนักตัว
สูตร คำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย
หรือ ค่า BMI
สูตร การหา
เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย หรือ %Body fat
ใครที่สามารถผ่านด่านการคำนวณทั้ง
3 ด่านมาได้แล้วมักจะถือว่าผ่านเกณฑ์สุขภาพดีหุ่นดีแล้วล่ะ
แต่ปริมาณไขมันที่มีสะสมอยู่ในตัวนั้น ถ้าสะสมในตำแหน่งที่ต่างกัน
ก็ยังมีผลต่อสุขภาพที่ต่างกันอยู่ดี วันนี้เราจะมาพูดถึงค่าอีกค่าหนึ่งกันนั่นก็คือ
ค่าไขมันภายใน หรือ Visceral fat
อย่างที่เราทราบกันดีว่า
คนที่อ้วนน้ำหนักเกินนั้นมักจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่ผอม
แต่ก็เกิดคำถามตามมาเหมือนกันว่า คนที่ไม่อ้วนมากแต่ลงพุงล่ะ?
คนพวกนี้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่?
จากการวิเคราะห์และวิจัยกันมาอย่างยาวนาน
เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์สังเกตพบโรคกลุ่มหนึ่งที่มักจะไปด้วยกันเป็น
Package กล่าวคือ โรคกลุ่มนี้คนที่เป็นโรคใดโรคหนึ่งแล้ว
มักจะได้โรคอื่นๆ ในกลุ่มนี้แถมไปด้วยเหมือนซื้อ Package
มือถือโทรคุ้มยังไงก็ยังงั้น โรคกลุ่มนี้ได้แก่
1. โรคอ้วนแบบลงพุง
2. โรคเบาหวาน
3. โรคไขมันในเลือดสูง
4. โรคความดันเลือดสูง
5. โรคหัวใจและหลอดเลือด
ทั้งกลุ่มนี้ถึงไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์
เป็นชาวบ้านร้านตลาดเขาก็รู้กันทั่วว่า คนไหนที่ตรวจ พบว่าเป็น
อีกไม่นานก็จะตรวจพบอีก 2-3 โรคด้วย เรียกว่าซวยซ้ำซวยซ้อนกันไม่รู้จักจบจักสิ้นซะที
ชื่ออย่างเป็นทางการของโรคกลุ่มนี้เราเรียกว่า
Metabolic Syndrome ซึ่งจะแปลว่าอะไรก็ช่างเถอะ แต่โดยรวมแล้วพบว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะพบร่วมกันก็คือการที่ผู้ป่วยมีการสะสมไขมันที่อวัยวะภายใน
(Visceral Fat) หรืออวัยวะในช่องท้องมากเป็นพิเศษ ใครที่นึกไม่ออกให้นึกถึงมันเปลวเวลาเรากินเครื่องในหมูนั่นแหละ
ในคนพวกนี้มักมีมันเปลวมากเป็นพิเศษ
มันเปลวนี้มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากไขมันเซลลูไลต์ตามต้นขาก็คือ
มันจะถูกย่อยสลายออกมาเป็นไขมันในเลือดได้ง่าย ทำให้บางทีไปอุดตันหลอดเลือดให้เราเดือดร้อนขึ้นมาได้
ในขณะที่ไขมันตามต้นขาต้นแขนนั้นไม่ค่อยจะละลายหลุดออกมา
จนสาวๆ หลายคนบ่นว่าลดน้ำหนักแทบตายจนพุงเริ่มแฟบแล้ว
แต่เจ้าไขมันตามต้นขานั้นยังไม่กระดิกซักเท่าไหร่ ซึ่งมองในทางตรงกันข้าม
ไขมันตามต้นแขนต้นขาไม่ค่อยจะละลายออกมาอุดตันหลอดเลือดให้เป็นปัญหาสักเท่าไหร่
นอกจากนี้
จากความรู้ที่ว่า ถ้าผู้ชายอ้วน มักจะอ้วนแบบลูกแอปเปิล
หรืออ้วนลงพุง แต่สำหรับผู้หญิงถ้าอ้วนจะอ้วนแบบลูกแพร์
หรืออ้วนจากไขมันที่ต้นขา จึงพบอุบัติการณ์ที่ว่า คนเพศชายโดยเฉลี่ยมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนเพศหญิง
ดังนั้นจึงมีการคิดกันว่า
ถ้าหากเราสามารถตรวจหาปริมาณไขมันภายในหรือ Visceral Fat
ได้ ก็จะพอทำนายถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้
ซึ่งในงานวิจัยเขาทำกันถึงขั้นเอาผู้ถูกทดลองเข้าไป X-ray
คอมพิวเตอร์เพื่อดูชั้นไขมันเปลวกันเลยทีเดียว
แต่ในทางปฏิบัติ
สำหรับคนทั่วไปคงสิ้นเปลืองกันไม่น้อยถ้าจะทำ X-ray คอมพิวเตอร์ราคาหลายพันบาทเพื่อที่จะรู้แค่ว่ามันเปลวเยอะแค่ไหน
จึงมีการคิดวิธีการกะประมาณปริมาณไขมันภายในแบบง่ายที่คนทั่วไปทำได้ออกมา
และเมื่อนำวีธีการวัดง่ายๆ นี้ไปทำงานวิจัยก็พบว่ามีความสามารถในการทำนายความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แม่นยำในระดับหนึ่ง
และนี่คือที่มาของสมาการสุขภาพ "วัดรอบเอว" นั่นเอง
สมการ
ผู้หญิงรอบเอว
> 31 นิ้ว เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ชาย >
36 นิ้ว เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
วิธีการวัดและแปลผล
วิธีการวัดให้ได้ค่าที่ถูกต้องมีความสำคัญพอสมควร เพราะถ้าเราวัดพุงต่ำหรือสูงเกินไปก็อาจจะได้ค่าที่น้อยเกินความเป็นจริง
ดังนั้นหลักเกณฑ์ของการวัดรอบเอวนี้ จะทำการวัดโดยใช้สายวัดพาดผ่านตรงกลางสะดือ
โดยให้ระดับสายวัดอยู่ในแนวระนาบ วัดสัก 2-3 ครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย
จึงจะได้ค่าที่ถูกต้องออกมา
ส่วนการแปลผลนั้นค่อนข้างจะตรงไปตรงมาครับ
นั่นคือถ้าผู้หญิงคนใดรอบเอวมากกว่า 31 นิ้ว ผู้ชายคนใดรอบเอวมากกว่า
36 นิ้ว บุคคลคนนั้นเป็นคนที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากเป็นพิเศษครับ
หนังสือแนะนำ |
-
ธรรมชาติบำบัดบัด
พันธุ์แท้1 |
-
ธรรมชาติบำบัดบัด
พันธุ์แท้2 |
| |
|
|
|