นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล
ผมเคยแจงให้ผู้รักสุขภาพได้รู้จัก
"กับดักสุขภาพ 11 ประการ" ไว้ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว
ปีนี้ผมก็เลยรวบรวม "กลลวงอนามัย 12 ประการ" เป็นของฝากสำหรับผู้รักสุขภาพเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง
สัปดาห์ก่อนได้เสนอไปแล้ว 2 ประการ
กลลวงอนามัยประการที่
3 เชื่อว่า โรคหวัดหายได้ด้วยการกินยา นี่ก็ความเชื่อผิดๆที่เป็นมรดกทางความคิด
ตกทอดมาจาก "ลัทธิบูชายา" นั่นเอง ทั้งๆที่ความรู้ที่เรียนกันมาแต่โรงเรียนแพทย์ก็บอกว่า
โรคหวัดมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งไม่มียาตัวใดจะไปฆ่ามันได้
ดังนั้นเมื่อเป็นหวัด ถ้ารู้จักพักผ่อน ร่างกายก็จะจัดการกับเชื้อไวรัสแล้วก็หายเองได้
กระนั้นก็ตามเวลาเป็นหวัด ยาต่างๆก็ถูกระดมใช้ เช่น ยาลดน้ำมูก
ยาขับเสมหะ ยาลดบวมของเยื่อจมูก แล้วบางทีก็ใส่ปฏิชีวนะเข้าไปด้วย
ถือว่า "กันเหนียว" เผื่อจะมีเชื้อแบคทีเรียแทรก
ตกลงสมัยนี้ถ้าใครเป็นหวัด
บ้างก็กินยาแก้หวัดชนิดแผง บ้างเดินเข้าโรงพยาบาลสิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ
1,000 บาทโดยเฉลี่ย เสร็จแล้วกระบวนการหายคืนจากหวัดของคนที่กินยากับไม่ฉีดยา
ปรากฏว่าใช้เวลาเท่ากัน
ความประมาทในการใช้ยาจนเกินเหตุ
สุดท้ายวงการวิจัยเองก็ประกาศออกมาว่า ยาแก้หวัดก็มีอันตราย
อย่างกรณีสารพีพีเอในยาแก้หวัดเป็นต้น เกิดผลให้บริษัทยาเอง
ถอนทะเบียนยาของตนออกจากตลาด นับได้หลายร้อยตำรับ
ปัญหาที่ถามกันต่อมาในใจผู้บริโภคก็คือ
"แล้วยาแก้หวัดบรรดาที่มีพีพีเอและพวกเรากินกันไปกว่า
20 ปีนั้นล่ะ จะทำยังไง เพราะป่านฉะนี้มันเข้าไปอยู่ในตัวผู้บริโภคกันทั้งหมดแล้วหรือ"
คำตอบก็คือ
"ตัวใคร...ตัวมัน...ละกัน"
แท้ที่จริงแล้ว
เป็นหวัดเรารักษาแบบไม่ใช้ยาได้ คือ นอนพักผ่อนมากๆ อาจสวมรอยกลไกของธรรมชาติซึ่งเวลาเราเป็นไข้เป็นหวัดจะมีอาการเบื่ออาหารอยู่แล้ว
ก็ให้ถือโอกาสอดเพื่อสุขภาพ ประทังท้องตัวเองด้วยการคั้นน้ำส้มดื่มตลอดทั้งวัน
ถ้าจะกินวิตามินบ้างก็ใช้
-วิตามินซีชีวภาพ
(1,000 มก.) ครั้งแรกกิน 2 เม็ดทันที จากนั้นกิน 1 เม็ดทุก
1 ชั่วโมง สัก 4-5 ครั้งติดๆกัน จะพบว่า น้ำมูกแห้ง แล้ววันรุ่งขึ้นกินวิตามินซี
1-2 เม็ด x 4 เวลา อีกสัก 2 วัน เท่านี้เองหวัดก็หาย
-อาจกินฟ้าทะลายโจร
5 เม็ดลูกกลอน 4 เวลา ก่อนอาหารและก่อนนอน
-กินขมิ้นชัน
5 เม็ดลูกกลอน 4 เวลา ก่อนอาหารและก่อนนอน เพียงเท่านี้หวัดก็หายได้
กลลวงอนามัยประการที่
4 เป็นไขมันเลือดสูง รักษาด้วยการกินยา
ก็อีกนั่นแหละ
พอโลกเข้าสู่ภาวะบริโภคนิยม ผลก็คือ เกิดโรคไขมันเลือดสูง
ประเทศไทยมีคนเป็นไขมันเลือดสูง 50% ของประชากรในเมือง
รวมแล้วมีโรคไขมันเลือดสูงประมาณ 12 ล้านคน
พอมีไขมันเลือดสูงแพทย์ก็ให้กินยา
จากนั้น 1 เดือนไปตรวจเลือดอีกทีก็พบว่า ไขมันลดลงเป็นปกติ
แพทย์ก็บอกว่า ให้กินยาลดไขมันต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องหยุด
บางรายถูกลดระดับคอเลสเตอรอลจนต่ำกว่า 100 มก.% ซึ่งเป็นภาวะพร่องไขมันอย่างน่าเป็นห่วง
แต่ก็ไม่ยอมเลิกกินยา
ผู้รักสุขภาพเคยฉุกคิดไหมว่า
ในเมื่อความจริงที่รู้ๆกันก็คือ ไขมันเลือดสูงเกิดจากการอยู่การกิน
ทีนี้พอกินยาแล้วยังคงกินอยู่ตามปกติเหมือนเดิม แต่กินยาแล้วไขมันเลือดลดลง
แล้วไขมันที่ควรจะสูงมันหายไปไหนเสียเล่า
คำตอบก็คือ
กลไกของยาลดไขมัน มักอยู่ที่การยับยั้งไม่ให้ตับขับไขมันส่วนเกินออกมาในกระแสเลือด
ผลก็คือเราได้ตัวเลขไขมันเลือดที่สวยงาม เป็นที่พอใจของทั้งแพทย์ทั้งผู้ป่วย
แต่เมื่อกินยาเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ผ่านไป 10
ปีปรากฏว่า ผู้ป่วยเหล่านี้ล้วนเกิดโรคไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นปากประตูร้ายของโรคตับแข็งและส่วนหนึ่งมีสิทธิ์พัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้
นี่แหละฤทธิ์ร้ายของลัทธิบูชายา
ความซึมลึกในลัทธิบูชายา
แท้ที่จริงมันเข้าไปถึงกระดูกดำของคนทั่วโลกมานานแล้ว
จนกระทั่งมันจารึกเข้าไปในกฎหมายของประเทศอีกด้วย ดังเราดูได้จาก
พระราชบัญญัติยา และพระราชบัญญัติอาหาร ที่ระบุว่า
-วัตถุทุกชนิดที่คนกิน
ดื่ม อม หรือนำเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ หรือรูปลักษณะใดๆ
แต่ไม่รวมถึงยา..."
ตามคำจำกัดความนี้แปลว่า
"อาหาร" ได้รับการประเมินคุณค่าที่ต่ำมาก คือ กินเข้าไปเพียงพอเลี้ยงชีวิตไปวันๆ
แต่ไม่อาจมุ่งหมายที่จะให้เกิดผลใดๆแก่สุขภาพ ส่วนใครก็ตามที่มุ่งหมายจะกินอะไรที่เกิดผลแก่สุขภาพแล้ว
ก็จงกิน "ยา"
ในเมื่อกฎหมายมันเป็นซะอย่างนี้
ก็ไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่าผู้คนพลเมืองของเราจึงสักแต่ว่ากินเพื่อค้ำจุนชีวิตไปวันๆและก็คิดต่อไปว่า
"เอาไว้ป่วยเมื่อไหร่ค่อยกินยารักษาก็แล้วกัน" ที่ไปไกลกว่านั้น
กฎหมายก็ยังถลำลึกต่อไปว่า แม้แต่การป้องกันโรคก็ยกให้เป็นหน้าที่ของ
"ยา" เหตุฉะนี้ธุรกิจยาข้ามชาติจึงได้เจริญรุ่งเรือง และบทบาทการกินป้องกันโรค
กินรักษาโรค นอกจากจะถูกละเลยยังอาจถึงกับ "ผิดกฎหมาย"
ด้วยซ้ำ
ความเฉไฉในเรื่องนี้มันฝังลึกในวิธีคิดของเจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นยุทธศาสตร์ป้องปรามประชาชนเรื่องสุขภาพ
องค์กรของรัฐใช้เงินซื้อสื่อต่างๆ ระดมคำโฆษณาว่า วิตามิน(ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ได้รับการอนุญาตจากทางการมาแล้วทั้งนั้น)
จะก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ เกิดฤทธิ์สะสม เป็นพิษต่อตับ
เกิดนิ่วในไต กระทั่งขยายความงานวิจัยบางชิ้นให้เห็นว่าวิตามินก่อให้เกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
แต่เราจะไม่เห็นคำโฆษณาจากหน่วยงานของรัฐที่จะรณรงค์ประชาชนให้ลดละจากการกินยาหรือพิษภัยของการกินยา
(อย่างมากก็เพียงบอกว่าให้กินยาตามแพทย์หรือเภสัชกรสั่งจ่าย)
แต่เพราะกับดักสุขภาพที่ว่า
"เมื่อป่วยเจ็บก็ให้กินยา" ฝังลึกมาหลายสิบปี ผลก็คือ
มีผู้ได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวคือ ธุรกิจยา บริษัทเหล่านี้กำลังครองโลก
การลดไขมันเลือดแท้ที่จริงอยู่ที่ควบคุมตัวเองเรื่องอาหาร
ดังนี้คือ:
1.หันมากินอยู่อย่างไทย
กินข้าวกล้อง กินผัก กินปลา งดดื่มนมรวมทั้งโยเกิร์ต นมเปรี้ยว
บางคนไม่ได้ดื่มนมเป็นแก้ว แต่ใช้ผสมกับกาแฟ ก็อาจมีไขมันเลือดสูงได้
2.กินกระเทียมมื้อละ
3 กลีบทุกมื้อ จะลดทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้
ในระยะเวลา 3 เดือน กินปลาซึ่งมีน้ำมันปลาช่วยปรับสภาพไขมันเลือด
ไข่ไก่ที่ชื่อโอเมก้า3 หรือไข่โคลัมบัส มีงานวิจัยใหม่พบว่า
ไข่นี้กินวันละ 2 ฟองกลับมีผลลดคอเลสเตอรอล เพิ่ม HDL
ถ้าเปรียบเทียบกันกินยาลดไขมันวันละ 50 บาท แต่กินไข่นี้
2 ฟองราคารวม 12 บาท ราคาประหยัดกว่าแถมอร่อยด้วย เชิญเลือกเอาเอง
3.อดล้างพิษ
10 วัน ตามด้วยการอดล้างพิษ 1 วันทุก 1 อาทิตย์ สวนกาแฟให้ถูกวิธีร่วมด้วยในวันที่อด
กาแฟจะไปเปิดท่อน้ำดีช่วยให้ตับระบายไขมันส่วนเกินลงลำไส้แล้วขับถ่ายออกไป
4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
พร้อมกับลดความเครียด
เท่านี้ก็ลดไขมันเลือดได้โดยไม่ใช้ยา