ธรรมชาติบำบัดคือการหวนกลับคืนสู่สามัญอีกอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ
จากการตระหนักรู้ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาว่า วิทยาการใหม่ๆ
ที่ก้าวล้ำอาจจะไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกนี้
ดูอย่างปัญหาโลกร้อนทุกวันนี้สิ ล้วนแล้วแต่รุนแรงขึ้นไปตามความเจริญที่มากขึ้นของพลโลกทั้งนั้น
แต่การหวนกลับคืนสู่สามัญหรือความเรียบง่าย
ก็ไม่ได้หมายถึงการที่เราจะหวนกลับไปสู่ความด้อยประสิทธิภาพแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม หากเรานำธรรมชาติอันเป็นสามัญลักษณะมาปรับใช้ให้เข้ากับวิทยาการสมัยใหม่
เรากลับพบว่ามันส่งเสริมประสิทธิภาพของกันและกันได้เป็นอย่างดียิ่ง
การดูแลรักษาโรคด้วยธรรมชาติบำบัดเองก็เช่นกัน
ที่มักถูกมองว่าเป็นการกลับไปใช้วิธีการรักษาที่เรียบง่ายแบบแต่ก่อน
บางคนจึงอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า การใช้ธรรมชาติรักษาโรคก็น่าจะทำได้กับการรักษาโรคพื้นๆ
เท่านั้นไม่น่าจะรักษาโรคยากๆ อย่างมะเร็งได้... จริงหรือ?
ก็อย่างที่บอกแหละครับว่า
ปัญหาของโรคภัยไข้เจ็บสมัยปัจจุบัน บางส่วนนั้นเกิดขึ้นจากเราพยายามออกห่างไปจากธรรมชาติเอง
และเมื่อร่างกายของเรารับเอาสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติเข้าไปมากๆ
อย่างเช่น สารเคมี ปรุงแต่งอาหาร ใส่สีใส่กลิ่น ใส่ผงชูรส
สารกันบูด ยาฆ่าแมลง ยาสังเคราะห์ที่กินอย่างพร่ำเพรื่อ
และมลภาวะต่างๆ เมื่อเข้าสู่ร่างกายมากๆ แล้ว ร่างกายก็จะสูญเสียสมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงจุดหนึ่งที่กลไกป้องกันตนเองสูญเสียการทำงานไป ก็ทำให้เกิดโรคร้ายๆ
ขึ้นมา มะเร็งก็เป็นหนึ่งในโรคเหล่านี้
การหวนคืนกลับมาปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ
กินอยู่อย่างธรรมชาติ ปลอดสารพิษ กินผักผลไม้ แป้งข้าวไม่ขัดขาวอย่างข้าวกล้องและเมล็ดธัญพืชให้มากขึ้น
ก็ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อน มองให้ง่ายๆ ก็คือ การปรับสมดุลของสภาวะร่างกายให้กลับสู่ความเป็นธรรมชาติเดิมที่มันควรจะเป็น
ถ้าโรคที่เป็นไม่ร้ายแรงนัก
การปรับเปลี่ยนอาหารเพียงไม่นาน เช่น 1 หรือ 2 เดือน บางทีเราก็เริ่มที่จะเป็นผลของธรรมชาติบำบัดในการเปลี่ยนแปลงร่างกายในทางที่ดีขึ้น
หรือหายจากโรคประจำตัวที่เป็นมานานได้
แต่สำหรับโรคมะเร็งมักไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะบางทีเราต้องใช้เวลาควบคุมอาหาร ควบคุมพฤติกรรมในระยะเวลาที่นานกว่า
อาจจะเป็น 2-3 ปี จึงจะเริ่มเห็นผล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหลักการทางธรรมชาติบำบัดไม่สามารถใช้กับกลุ่มโรคมะเร็งได้
เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว กว่าที่คนเราจะเป็นมะเร็ง ก็มักจะใช้ชีวิตนอกลู่นอกทาง
นอกแนวธรรมชาติมาเป็นสิบๆ ปี หลายคนอาจจะ 50-60 ปี ไม่เคยกินผักผลไม้เลย
ดังนั้นการใช้เวลา 2-3 ปีในการควบคุมมะเร็งก็ถือว่าไม่เลวเกินไปนักกับการซื้อเวลาที่เสียไปกับการหลงทางคืนมา
เพื่อให้สามารถจัดระบบระเบียบของร่างกายให้เข้าที่ได้เร็วขึ้น
การใช้ธรรมชาติบำบัดในกรณีของคนไข้มะเร็งจึงมักจะเข้มข้นกว่าคนทั่วไปมาก
คนทั่วไปอาจต้องการผักผลไม้วันละ 4-5 จาน แต่คนไข้มะเร็งนั้นแนะนำให้กินน้ำผักผลไม้ปั่นเพิ่มเติมเข้าไปด้วยอีกวันละ
6-8 แก้ว
การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานก็มีความสำคัญ
คนไข้มะเร็งควรที่จะออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะร่างกายกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด
โดยเฉพาะกับกลุ่มคนไข้มะเร็งที่ต้องได้รับยากเคมีหรือฉายรังสี
ซึ่งความรู้ของการแพทย์แผนตะวันออกอย่างการแพทย์แผนไทย
การแพทย์อายุรเวทแผนอินเดีย และการแพทย์แผนจีน ล้วนแล้วแต่เน้นการออกกำลังกายที่มีการฝึกปราณหรือการหายใจให้ได้ลึกและยาว
ทั้งนี้เชื่อว่าสามารถปรับสมดุลเลือดลมให้สมดุล มีเรี่ยวแรงมากขึ้นกว่าการออกกำลังกายแบบทั่วๆ
ไป
เท่านั้นยังไม่พอ
จากการที่ร่างกายเสียสมดุลมาเป็นเวลานาน การจะปรับสมดุลร่างกายให้ได้เร็วขึ้น
อาจจะจำเป็นที่ต้องใช้สารสกัดพวกวิตามินและสมุนไพรหลายชนิดเข้ามาช่วยด้วย
ในกรณีเช่นนี้ การเลือกใช้วิตามินและสมุนไพรอย่างเหมาะสมนั้น
พบว่ามีส่วนช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาโรคด้วยการแพทย์แบบแผนไม่มากก็น้อย
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ
ณ ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนานำเอาวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่เป็นวิธีที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติแต่นำมาพัฒนาให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้นนำมาร่วมรักษาด้วย
อาทิเช่น การใช้ Hematogenous Oxygenate Therapy การใช้ความร้อนบำบัดเฉพาะที่
(Local Hyperthermia) การใช้ Oxygen ศักดาสูงมาช่วยฟื้นฟูสภาวะอ่อนเพลียจากตัวโรคมะเร็งและจากการรักษาด้วยยาเคมี
พบว่าช่วยให้คนไข้มะเร็งต่อสู้กับโรคร้ายได้ดีขึ้นด้วย
ประสบการณ์ต่างๆ
ในการดูแลคนไข้ด้วยธรรมชาติบำบัดที่บัลวีใช้มาเป็นเวลาต่อเนื่องกว่า
30 ปี ทำให้ ณ ตอนนี้ เรามีคนไข้ที่เคยป่วยด้วยโรคมะเร็ง
และใช้แนวทางธรรมชาติบำบัดเข้าไปร่วมรักษา จนประสบความสำเร็จหลายราย
บางคนก็หายสนิท บางคนก็ยังอยู่มาเป็นสิบปีจนถึงวันนี้
หนังสือแนะนำ |
-
มะเร็งพ่าย |
-
มะเร็งรักษาหาย |
-
อร่อย 200 จาน |
| |
|
|
|
|