|
กลลวงอนามัย-ดื่มนมวัวหมักบาซิลลัส
คิดว่าจะดี
 |
บทความจากมติชน |
ฉบับที่
1427 - 21 ธ.ค.50 |
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล |
ลูกเป็นภูมิแพ้มาก
ๆ คันตามผิวหนัง หายใจไม่สะดวกเวลากลางคืน ต้องกินยาขยายหลอดลมบ่อย
ๆ และตอนนี้ก็มาเป็นที่ตา รักษายังไงก็ไม่หาย ตอนนี้รักษาโดยฉีดยาพวกผื่นหาย
แต่ตากลับแย่ลง จะต้องทำงัยดีคะ เครียดมาก ๆ
คุณแม่ลูก2
ที่โพสต์มานี้เป็นแม่ของผมเองแล้วตัวผมที่เป็นภูมิแพ้ผมก็อยากรู้ว่า
ผมจะเล่นคอมพิวเตอร์ได้ไหมเพราะตอนนี้เป็นที่ตา พอผมไม่เล่นคอมพิวเตอร์ผมก็ดูทีวีพ่อก็ไม่ให้อีก
ให้นอนแล้วหยอดตาอย่างเดียวทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วผมอยากจะเล่นคอมพิวเตอร์จะได้ไม่เครียด
แต่ยังไงพ่อก็ตอบคำเดิมว่าไม่ให้แล้วผมจะทำอย่างไง
น้องภูมิ
ครับ สองแม่ลูกโพสต์คำถามเข้ามาที่เว็บไซต์ของบัลวีไล่เลี่ยกัน
แสดงว่าครอบครัวนี้คงกำลังวุ่นวายใจอยู่กับภาวะภูมิแพ้ของลูกอย่างยิ่ง
ผมให้คำตอบว่าด้วยหลักของการไม่ดื่มนม แล้วให้กินวิตามินซี
1000 มก.วันละ 4 เวลา ร่วมกับแพนโทเทนิก 1 เม็ดวันละ 3
เวลา และบอกให้ค่อยๆหาเวลาให้ลูกได้อดอาหารเพื่อล้างพิษ
อาการจะค่อยๆดีขึ้นเอง
ดูเหมือนคำตอบจะไม่ทันใจ
เพราะภายใน 2 ชั่วโมงต่อจากนั้น ครอบครัวนี้อันประกอบด้วยพ่อแม่
และลูกอีก 2 คนก็พากันเข้ามาขอคำปรึกษาถึงที่
"ดิฉันเองละค่ะคือ
คุณแม่ลูก2 ที่คุณหมอเพิ่งให้คำตอบ เวลานี้ใจร้อนแล้วค่ะ
เพราะเห็นตาของลูกแล้วสงสารมาก กลัวจะตาบอด คืออย่างนี้นะคะ
เราย้ายบ้านมาได้สัก 6 เดือนมานี้เอง และตั้งแต่ย้ายบ้านมาลูกก็มีอาการผื่นคัน
แล้วลุกลามกลายเป็นหอบหืด เราได้พาลูกไปหาหมอภูมิแพ้ที่โรงเรียนแพทย์เลยนะคะ
หมอก็รักษาทั้งให้ยากิน แล้วก็เลื่อนขั้นขึ้นเป็นยาฉีด
ทำไปทำมาผื่นที่ตัวค่อยยังชั่ว แต่กลายเป็นคันที่ตา คันจนบวมเลยค่ะ"
คุณแม่เล่าซะยาวเหยียดแบบไม่ทันหายใจหายคอ
"ครับ
หมอภูมิแพ้บอกว่า ถ้าแพ้ขึ้นตาก็ต้องไปหาหมอตา หมอตาก็ได้แต่ให้ยาหยอดตา
แต่หยอดเท่าไหร่ก็ไม่หาย จะบวมแดงมากขึ้น ตอนนี้ต้องให้หยุดเรียนเป็นช่วงๆ
ระยะไหนกำเริบมากก็หยุดเรียนบ่อย" คุณพ่อเล่าบ้าง
"เขาอยู่บ้านก็อดไม่ได้ที่จะเล่นคอมพิวเตอร์
แบบที่เขาโพสต์ไปฟ้องหมอนั่นแหละค่ะ คือพ่อเขาจะไม่ให้เล่นเพราะสายตาจะเสีย"
พอถึงคราวตรวจร่างกายน้องภูมิ
ซึ่งอายุได้สัก 10 ขวบ ผมเอาไฟฉายส่องที่ตาปราดเดียว ก็ให้รู้สึกถึงความรุนแรงของภาวะภูมิแพ้ของน้องได้ทันที
เพราะนัยน์ตาที่บวมแดงอยู่แล้ว มีอันน้ำตาไหลพรากเหมือนกลีบมะนาวซีกถูกคั้นน้ำเลยทีเดียว
"ขนาดนี้แล้วน้องภูมิยังจะเล่นคอมพิวเตอร์ได้ยังไงละครับ....เอาไว้รักษาหายซะก่อน"
ผมปลอบ
คำถามแรกที่ผมถามคุณพ่อคุณแม่ก็คือ
มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างภายหลังการย้ายบ้าน คิดในใจว่าคงเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนสภาพแวดล้อม
ที่ไหนได้คำตอบกลับเป็นว่า...
"ดิฉันสั่งนมเปรี้ยวมาให้ลูกกินค่ะ
ให้กินวันละขวด เพราะอยากให้ระบบย่อยอาหารของเขาดี เดิมทีภูมิเขาไม่กินผัก
ก็เลยท้องผูก ดิฉันจึงสั่งนมเปรี้ยวให้กิน" เธอเอ่ยชื่อยี่ห้อนมเปรี้ยวที่หมักด้วยแลกโตบาซิลลัส
"ความจริงดิฉันปฏิบัติตัวเรื่องสุขภาพมาตลอดนะคะ รู้มาด้วยว่าคุณหมอบรรจบให้ความรู้เรื่องคนไทยไม่ควรดื่มนมวัว
แต่มาคิดเอาเองว่านมวัวก่อภูมิแพ้ แต่ถ้าเป็นนมหมักจุลินทรีย์แล้ว
เชื้อคงช่วยย่อยไปชั้นหนึ่งแล้ว ไม่น่าจะทำให้เกิดภูมิแพ้
.ที่ไหนได้"
เป็นอันว่ากระบวนรักษาเริ่มต้นขึ้นด้วยวิตามินซีชีวภาพกับแพนโทเทนิก
ร่วมกับการให้กระตุ้นผิวหนังด้วยเครื่องไฟฟ้าแทนการฝังเข็ม
เพราะเด็กๆจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวจากการถูกเข็มปัก
ทีนี้ผมก็มานึกถึงกระบวนท่าใหม่ในการแพทย์ทางเลือกที่น่าจะร่วมรักษาอาการของน้องภูมิได้ดี
วิชาโฮมีโอพาธี นั่นเอง ผมขอเรียกเป็นอย่างไทยๆว่า
"ละม้ายวิทยา" ก็แล้วกัน วิชานี้เกิดมีขึ้นและทำการรักษาอย่างจริงจังในประเทศไทยมาได้เกือบ
2 ปีแล้ว โดยแรกเริ่มเดิมทีคุณหมอราโด ฮิกค์ จากเชกโกสโลวาเกีย
ได้รับอนุญาตจากกรมแพทย์ทางเลือกเริ่มเปิดการวิจัยทางคลินิกที่บัลวี
พร้อมๆกับจุดวิจัยอีกจุดหนึ่งที่รพ.อุบลราชธานีโดยคุณหมอมิตรา
การศึกษาดำเนินไปจนกระทั่งสามารถรวบรวมเป็นรายงานวิจัยทางคลินิกเสนอในการประชุมวิชาการประจำปีของกรมแพทย์ทางเลือกเมื่อ
1 ปีก่อน นั่นเป็นความสำเร็จระยะต้น
หลักการรักษาของ
"ละม้ายวิทยา" ก็คือ การรักษาด้วยคลื่นพลังบำบัด วิชานี้เริ่มต้นเมื่อ
200 ปีที่แล้วจากนพ.ฮานิมาน (คนละคนกับ ฮานิบัล เลกสเตอร์
มนุษย์กินคนในหนัง Silent of the Lamb นะครับ) คุณหมอฮานิมานเป็นแพทย์ชาวเยอรมันที่คิดไม่เหมือนหมอคนอื่น
คือ นึกเบื่อหน่ายต่อวิธีการรักษาแบบจ่ายยาเคมีไปวันๆ
อยู่มาวันหนึ่งเขาเอาควินินมากิน แล้วเกิดอาการหนาวสั่นขึ้นมา
แทนที่จะตกใจ กลับคิดขึ้นมาว่า ควินินกระตุ้นให้ร่างกายของเราตอบสนองด้วยอาการหนาวสั่น
เหมือนกับอาการหนาวสั่นที่ร่างกายตอบโต้ต่อมาลาเรีย ควินินจึงรักษามาลาเรียได้
เหมือนกับการที่เราปอกหัวหอมกระเทียมแล้วน้ำมูกน้ำตาไหล
เราจึงเอาหอมกระเทียมมารักษาหวัด
คิดดังนั้นแล้ว
เขาก็เที่ยวชิมสมุนไพรและวัตถุธาตุต่างๆ แล้วสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังจากการกินสารนั้น
บันทึกเอาไว้ ชนิดไหนกินแล้วปวดหัว เขาจะเอาไปรักษาไมเกรน
ชนิดไหนกินแล้วปวดท้อง เขาจะเอาไปรักษาโรคกระเพาะ เป็นต้น
แต่เขาจะไม่กินสารนั้นๆแบบเข้มข้น เขาหาทางเจือจางสารนั้นเป็นล้านๆเท่า
การเจือจางแต่ละขั้นตอนเขาจะเขย่าสารละลายนั้นไปเรื่อยๆ
เจือจางถึงระดับ 1024 เขาก็พบว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางฟิสิกส์
เพราะกฎทางฟิสิกส์บอกว่าสาร 1 โมลมีจำนวนโมเลกุล 6x1023
เท่านั้น แต่ในเมื่อเขาเจือจางสารนั้นจนถึงระดับ 1024
ก็แสดงว่าในขวดนั้น ไม่เหลือโมเลกุลของสารต้นแบบอยู่เลย
แต่เมื่อเขาเอาน้ำในขวดนั้นไปรักษาผู้ป่วย กลับปรากฏผลในการรักษาดีซะยิ่งกว่าสารละลายต้นแบบเสียอีก
จะอธิบายกลไกการรักษาได้ยังไง?
คำตอบก็คือ ในกระบวนการเขย่าระหว่างที่เจือจางไปแต่ละครั้ง
น้ำในขวดได้รับ information หรือคลื่นความถี่ที่ตอบรับกับมวลสารชนิดนั้นที่เป็นแม่แบบนั่นเอง
อาจเรียกว่าเป็นควอนตัมของสารต้นแบบ เมื่อผู้ป่วยดื่มน้ำนั้นเข้าไป
เท่ากับรับเอาควอนตัมของสารต้นแบบ ไปปรับคลื่นพลังภายในร่างกายผู้ป่วย
ทีนี้ความรู้ในศาสตร์คลื่นพลังบำบัดบอกว่า
คนเราเจ็บป่วยไม่ใช่เฉพาะกายเนื้อ จะมีการบิดเบี้ยวไปของคลื่นพลังหรือควอนตัมของตัวเราด้วย
ถ้าเราหาสารที่มีควอนตัมละม้ายกับควอนตัมที่บิดเบี้ยวไป
มาเติมเต็ม เราก็จะหายจากโรค และอันที่จริงร่างกายเรามีพลังบำบัดของตัวเองที่จะปรับควอนตัมที่บิดเบี้ยวไปให้กลับเป็นปกติ
แต่เนื่องจากพลังบำบัดตัวเองของเราอ่อนกำลังลง จึงซ่อมสร้างควอนตัมของตัวเองไม่ได้
เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ให้เอาสารบางอย่างที่กินเข้าไปแล้ว
กระตุ้นพลังบำบัดของเราให้ตื่นตัว ปรับควอนตัมตัวเองซะใหม่
โรคก็จะหาย นี่คือทฤษฎี
แต่พอถึงภาคปฏิบัติ
วิชาละม้ายวิทยาต้องอาศัยการซักประวัติที่ละเอียดลออ ในการรักษาอาการหนึ่งๆ
ด้วยเวลากว่า 1 ปีที่บัลวีพยายามเก็บตัวอย่างผู้ป่วยเพื่อปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางของเราซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ
ปรากฏว่าใช้เวลาในผู้ป่วยแต่ละคนยาวนานมาก เพราะอุปสรรคทางภาษา
จนแพทย์ของเราก็ชักจะท้อในการรอเก็บผู้ป่วยเพื่อปรึกษา
สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจว่า ให้แพทย์ของเราศึกษาวิชานี้โดยตรงซะเลยดีกว่า
นับเป็นจังหวะดีที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีร่วมกับกรมแพทย์ทางเลือกเปิดอบรมวิชานี้ขึ้น
บัลวีจึงส่งแพทย์และพยาบาลเข้าร่วมอบรมถึง 3 ท่าน รวมทั้งตัวผมเองด้วย
เมื่อวิชามาอยู่ในมือของแพทย์ธรรมชาติบำบัดอย่างเรา
ซึ่งมีภูมิรู้หลากหลายวิชาอยู่แล้วก็ดีเลยซิครับ การรักษาจึงพัฒนาเป็นการใช้วิตามิน
ผสานกับการฝังเข็มบ้าง การล้างพิษบ้าง แล้วก็หยอดโฮมีโอพาธีนี้เข้าไปในจังหวะอันสมควร
เปรียบประดุจวงซิมโฟนีออเคสตร้าที่บรรเลงร่วมกันอย่างเป็นจังหวะจะโคน
เกิดเป็นดนตรีอันไพเราะจับใจขึ้นมา
ผมซักประวัติน้องภูมิแล้วก็เลือกสารชนิดหนึ่งที่เราท่องจำคุณสมบัติในการรักษาไว้ว่า
: อ่อนไหว ไม่ปลอดภัย หน่ายชีวิต หารเป็นพิษ ปิ๊ดเหลือง
แสบหมูก ตาบวม หอบหืด ปื้นปาก ตากอกคอ พ่อperfect เหน็บแนม
แถมไม่เอาผัก มักนั่ง ผมให้น้องภูมิดื่มน้ำยาบำบัด 1 ฝาทุก
1 ชั่วโมง เป็นเวลา 2 วันแล้วให้กลับมาใหม่
"ภูมิแพ้หายไปเกือบหมดแล้วครับ"
น้องภูมิบอกผมทันทีเมื่อเจอหน้ากัน "แต่ตายังบวมอยู่นิดหน่อย
ไม่คัดจมูกแล้ว ไม่ต้องกินยาขยายหลอดลมเลยตลอด 2 วันมานี้"
เป็นความประทับใจใหม่ๆที่พบว่า ละม้ายวิทยาถ้าใช้รักษาผสมกับธรรมชาติบำบัดแขนงอื่น
ช่วยเสริมฤทธิ์ให้หายเร็วขึ้นมา ภูมิแพ้ที่สาหัสสากรรจ์มา
6 เดือนสามารถหายในเวลา 2 วันเท่านั้น
ส่วนคุณแม่บอกว่า
"ภูมิหันมากินผักเป็นพายุบุแคม เลิกนม เลิกอาหารขยะหมดเลยค่ะ
สำหรับที่บ้านบอกเลิกกับนมหมักบาซิลลัสแล้วค่ะ"
หนังสือแนะนำ |
-
กับดักสุขภาพ 11 ประการ |
-
นมมัจจุราชเงียบ |
-
โรคภูมิแพ้รักษา |
| |
|
|
|
|
|