บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 124:16-31 ก.ค.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2551 -*- ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 29 “ สุขภาพผู้สูงวัย ” โดย นพ. บรรจบ และ นพ ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: เสวนาสุขภาพ “ธรรมชาติบำบัดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ” นำโดย พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม 2551 ณ. บัลวีพระราม 6 โทร.02-615-8822 ::: พบกับร้านสุขภาพสาขาใหม่ของบัลวี ณ ตลาดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงการ์เด้นมอลล์ ใกล้ศูนย์การค้าซีคอน หลังวิทยาลัยดุสิตการโรงแรม โทร . 02-321-5322
 
     
 
กลลวงอนามัย-ดื่มนมวัวหมักบาซิลลัส คิดว่าจะดี

บทความจากมติชน
ฉบับที่ 1427 - 21 ธ.ค.50
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล


ลูกเป็นภูมิแพ้มาก ๆ คันตามผิวหนัง หายใจไม่สะดวกเวลากลางคืน ต้องกินยาขยายหลอดลมบ่อย ๆ และตอนนี้ก็มาเป็นที่ตา รักษายังไงก็ไม่หาย ตอนนี้รักษาโดยฉีดยาพวกผื่นหาย แต่ตากลับแย่ลง จะต้องทำงัยดีคะ เครียดมาก ๆ

คุณแม่ลูก2

ที่โพสต์มานี้เป็นแม่ของผมเองแล้วตัวผมที่เป็นภูมิแพ้ผมก็อยากรู้ว่า ผมจะเล่นคอมพิวเตอร์ได้ไหมเพราะตอนนี้เป็นที่ตา พอผมไม่เล่นคอมพิวเตอร์ผมก็ดูทีวีพ่อก็ไม่ให้อีก ให้นอนแล้วหยอดตาอย่างเดียวทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วผมอยากจะเล่นคอมพิวเตอร์จะได้ไม่เครียด แต่ยังไงพ่อก็ตอบคำเดิมว่าไม่ให้แล้วผมจะทำอย่างไง
น้องภูมิ
ครับ สองแม่ลูกโพสต์คำถามเข้ามาที่เว็บไซต์ของบัลวีไล่เลี่ยกัน แสดงว่าครอบครัวนี้คงกำลังวุ่นวายใจอยู่กับภาวะภูมิแพ้ของลูกอย่างยิ่ง ผมให้คำตอบว่าด้วยหลักของการไม่ดื่มนม แล้วให้กินวิตามินซี 1000 มก.วันละ 4 เวลา ร่วมกับแพนโทเทนิก 1 เม็ดวันละ 3 เวลา และบอกให้ค่อยๆหาเวลาให้ลูกได้อดอาหารเพื่อล้างพิษ อาการจะค่อยๆดีขึ้นเอง

ดูเหมือนคำตอบจะไม่ทันใจ เพราะภายใน 2 ชั่วโมงต่อจากนั้น ครอบครัวนี้อันประกอบด้วยพ่อแม่ และลูกอีก 2 คนก็พากันเข้ามาขอคำปรึกษาถึงที่

"ดิฉันเองละค่ะคือ คุณแม่ลูก2 ที่คุณหมอเพิ่งให้คำตอบ เวลานี้ใจร้อนแล้วค่ะ เพราะเห็นตาของลูกแล้วสงสารมาก กลัวจะตาบอด คืออย่างนี้นะคะ เราย้ายบ้านมาได้สัก 6 เดือนมานี้เอง และตั้งแต่ย้ายบ้านมาลูกก็มีอาการผื่นคัน แล้วลุกลามกลายเป็นหอบหืด เราได้พาลูกไปหาหมอภูมิแพ้ที่โรงเรียนแพทย์เลยนะคะ หมอก็รักษาทั้งให้ยากิน แล้วก็เลื่อนขั้นขึ้นเป็นยาฉีด ทำไปทำมาผื่นที่ตัวค่อยยังชั่ว แต่กลายเป็นคันที่ตา คันจนบวมเลยค่ะ" คุณแม่เล่าซะยาวเหยียดแบบไม่ทันหายใจหายคอ

"ครับ หมอภูมิแพ้บอกว่า ถ้าแพ้ขึ้นตาก็ต้องไปหาหมอตา หมอตาก็ได้แต่ให้ยาหยอดตา แต่หยอดเท่าไหร่ก็ไม่หาย จะบวมแดงมากขึ้น ตอนนี้ต้องให้หยุดเรียนเป็นช่วงๆ ระยะไหนกำเริบมากก็หยุดเรียนบ่อย" คุณพ่อเล่าบ้าง

"เขาอยู่บ้านก็อดไม่ได้ที่จะเล่นคอมพิวเตอร์ แบบที่เขาโพสต์ไปฟ้องหมอนั่นแหละค่ะ คือพ่อเขาจะไม่ให้เล่นเพราะสายตาจะเสีย"

พอถึงคราวตรวจร่างกายน้องภูมิ ซึ่งอายุได้สัก 10 ขวบ ผมเอาไฟฉายส่องที่ตาปราดเดียว ก็ให้รู้สึกถึงความรุนแรงของภาวะภูมิแพ้ของน้องได้ทันที เพราะนัยน์ตาที่บวมแดงอยู่แล้ว มีอันน้ำตาไหลพรากเหมือนกลีบมะนาวซีกถูกคั้นน้ำเลยทีเดียว

"ขนาดนี้แล้วน้องภูมิยังจะเล่นคอมพิวเตอร์ได้ยังไงละครับ....เอาไว้รักษาหายซะก่อน" ผมปลอบ

คำถามแรกที่ผมถามคุณพ่อคุณแม่ก็คือ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างภายหลังการย้ายบ้าน คิดในใจว่าคงเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ที่ไหนได้คำตอบกลับเป็นว่า...

"ดิฉันสั่งนมเปรี้ยวมาให้ลูกกินค่ะ ให้กินวันละขวด เพราะอยากให้ระบบย่อยอาหารของเขาดี เดิมทีภูมิเขาไม่กินผัก ก็เลยท้องผูก ดิฉันจึงสั่งนมเปรี้ยวให้กิน" เธอเอ่ยชื่อยี่ห้อนมเปรี้ยวที่หมักด้วยแลกโตบาซิลลัส "ความจริงดิฉันปฏิบัติตัวเรื่องสุขภาพมาตลอดนะคะ รู้มาด้วยว่าคุณหมอบรรจบให้ความรู้เรื่องคนไทยไม่ควรดื่มนมวัว แต่มาคิดเอาเองว่านมวัวก่อภูมิแพ้ แต่ถ้าเป็นนมหมักจุลินทรีย์แล้ว เชื้อคงช่วยย่อยไปชั้นหนึ่งแล้ว ไม่น่าจะทำให้เกิดภูมิแพ้….ที่ไหนได้"

เป็นอันว่ากระบวนรักษาเริ่มต้นขึ้นด้วยวิตามินซีชีวภาพกับแพนโทเทนิก ร่วมกับการให้กระตุ้นผิวหนังด้วยเครื่องไฟฟ้าแทนการฝังเข็ม เพราะเด็กๆจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวจากการถูกเข็มปัก

ทีนี้ผมก็มานึกถึงกระบวนท่าใหม่ในการแพทย์ทางเลือกที่น่าจะร่วมรักษาอาการของน้องภูมิได้ดี วิชาโฮมีโอพาธี นั่นเอง ผมขอเรียกเป็นอย่างไทยๆว่า "ละม้ายวิทยา" ก็แล้วกัน วิชานี้เกิดมีขึ้นและทำการรักษาอย่างจริงจังในประเทศไทยมาได้เกือบ 2 ปีแล้ว โดยแรกเริ่มเดิมทีคุณหมอราโด ฮิกค์ จากเชกโกสโลวาเกีย ได้รับอนุญาตจากกรมแพทย์ทางเลือกเริ่มเปิดการวิจัยทางคลินิกที่บัลวี พร้อมๆกับจุดวิจัยอีกจุดหนึ่งที่รพ.อุบลราชธานีโดยคุณหมอมิตรา การศึกษาดำเนินไปจนกระทั่งสามารถรวบรวมเป็นรายงานวิจัยทางคลินิกเสนอในการประชุมวิชาการประจำปีของกรมแพทย์ทางเลือกเมื่อ 1 ปีก่อน นั่นเป็นความสำเร็จระยะต้น

หลักการรักษาของ "ละม้ายวิทยา" ก็คือ การรักษาด้วยคลื่นพลังบำบัด วิชานี้เริ่มต้นเมื่อ 200 ปีที่แล้วจากนพ.ฮานิมาน (คนละคนกับ ฮานิบัล เลกสเตอร์ มนุษย์กินคนในหนัง Silent of the Lamb นะครับ) คุณหมอฮานิมานเป็นแพทย์ชาวเยอรมันที่คิดไม่เหมือนหมอคนอื่น คือ นึกเบื่อหน่ายต่อวิธีการรักษาแบบจ่ายยาเคมีไปวันๆ อยู่มาวันหนึ่งเขาเอาควินินมากิน แล้วเกิดอาการหนาวสั่นขึ้นมา แทนที่จะตกใจ กลับคิดขึ้นมาว่า ควินินกระตุ้นให้ร่างกายของเราตอบสนองด้วยอาการหนาวสั่น เหมือนกับอาการหนาวสั่นที่ร่างกายตอบโต้ต่อมาลาเรีย ควินินจึงรักษามาลาเรียได้ เหมือนกับการที่เราปอกหัวหอมกระเทียมแล้วน้ำมูกน้ำตาไหล เราจึงเอาหอมกระเทียมมารักษาหวัด

คิดดังนั้นแล้ว เขาก็เที่ยวชิมสมุนไพรและวัตถุธาตุต่างๆ แล้วสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังจากการกินสารนั้น บันทึกเอาไว้ ชนิดไหนกินแล้วปวดหัว เขาจะเอาไปรักษาไมเกรน ชนิดไหนกินแล้วปวดท้อง เขาจะเอาไปรักษาโรคกระเพาะ เป็นต้น แต่เขาจะไม่กินสารนั้นๆแบบเข้มข้น เขาหาทางเจือจางสารนั้นเป็นล้านๆเท่า การเจือจางแต่ละขั้นตอนเขาจะเขย่าสารละลายนั้นไปเรื่อยๆ เจือจางถึงระดับ 1024 เขาก็พบว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางฟิสิกส์ เพราะกฎทางฟิสิกส์บอกว่าสาร 1 โมลมีจำนวนโมเลกุล 6x1023 เท่านั้น แต่ในเมื่อเขาเจือจางสารนั้นจนถึงระดับ 1024 ก็แสดงว่าในขวดนั้น ไม่เหลือโมเลกุลของสารต้นแบบอยู่เลย แต่เมื่อเขาเอาน้ำในขวดนั้นไปรักษาผู้ป่วย กลับปรากฏผลในการรักษาดีซะยิ่งกว่าสารละลายต้นแบบเสียอีก

จะอธิบายกลไกการรักษาได้ยังไง? คำตอบก็คือ ในกระบวนการเขย่าระหว่างที่เจือจางไปแต่ละครั้ง น้ำในขวดได้รับ information หรือคลื่นความถี่ที่ตอบรับกับมวลสารชนิดนั้นที่เป็นแม่แบบนั่นเอง อาจเรียกว่าเป็นควอนตัมของสารต้นแบบ เมื่อผู้ป่วยดื่มน้ำนั้นเข้าไป เท่ากับรับเอาควอนตัมของสารต้นแบบ ไปปรับคลื่นพลังภายในร่างกายผู้ป่วย

ทีนี้ความรู้ในศาสตร์คลื่นพลังบำบัดบอกว่า คนเราเจ็บป่วยไม่ใช่เฉพาะกายเนื้อ จะมีการบิดเบี้ยวไปของคลื่นพลังหรือควอนตัมของตัวเราด้วย ถ้าเราหาสารที่มีควอนตัมละม้ายกับควอนตัมที่บิดเบี้ยวไป มาเติมเต็ม เราก็จะหายจากโรค และอันที่จริงร่างกายเรามีพลังบำบัดของตัวเองที่จะปรับควอนตัมที่บิดเบี้ยวไปให้กลับเป็นปกติ แต่เนื่องจากพลังบำบัดตัวเองของเราอ่อนกำลังลง จึงซ่อมสร้างควอนตัมของตัวเองไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ให้เอาสารบางอย่างที่กินเข้าไปแล้ว กระตุ้นพลังบำบัดของเราให้ตื่นตัว ปรับควอนตัมตัวเองซะใหม่ โรคก็จะหาย นี่คือทฤษฎี

แต่พอถึงภาคปฏิบัติ วิชาละม้ายวิทยาต้องอาศัยการซักประวัติที่ละเอียดลออ ในการรักษาอาการหนึ่งๆ ด้วยเวลากว่า 1 ปีที่บัลวีพยายามเก็บตัวอย่างผู้ป่วยเพื่อปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางของเราซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ปรากฏว่าใช้เวลาในผู้ป่วยแต่ละคนยาวนานมาก เพราะอุปสรรคทางภาษา จนแพทย์ของเราก็ชักจะท้อในการรอเก็บผู้ป่วยเพื่อปรึกษา สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจว่า ให้แพทย์ของเราศึกษาวิชานี้โดยตรงซะเลยดีกว่า นับเป็นจังหวะดีที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีร่วมกับกรมแพทย์ทางเลือกเปิดอบรมวิชานี้ขึ้น บัลวีจึงส่งแพทย์และพยาบาลเข้าร่วมอบรมถึง 3 ท่าน รวมทั้งตัวผมเองด้วย

เมื่อวิชามาอยู่ในมือของแพทย์ธรรมชาติบำบัดอย่างเรา ซึ่งมีภูมิรู้หลากหลายวิชาอยู่แล้วก็ดีเลยซิครับ การรักษาจึงพัฒนาเป็นการใช้วิตามิน ผสานกับการฝังเข็มบ้าง การล้างพิษบ้าง แล้วก็หยอดโฮมีโอพาธีนี้เข้าไปในจังหวะอันสมควร เปรียบประดุจวงซิมโฟนีออเคสตร้าที่บรรเลงร่วมกันอย่างเป็นจังหวะจะโคน เกิดเป็นดนตรีอันไพเราะจับใจขึ้นมา

ผมซักประวัติน้องภูมิแล้วก็เลือกสารชนิดหนึ่งที่เราท่องจำคุณสมบัติในการรักษาไว้ว่า : อ่อนไหว ไม่ปลอดภัย หน่ายชีวิต หารเป็นพิษ ปิ๊ดเหลือง แสบหมูก ตาบวม หอบหืด ปื้นปาก ตากอกคอ พ่อperfect เหน็บแนม แถมไม่เอาผัก มักนั่ง ผมให้น้องภูมิดื่มน้ำยาบำบัด 1 ฝาทุก 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 2 วันแล้วให้กลับมาใหม่

"ภูมิแพ้หายไปเกือบหมดแล้วครับ" น้องภูมิบอกผมทันทีเมื่อเจอหน้ากัน "แต่ตายังบวมอยู่นิดหน่อย ไม่คัดจมูกแล้ว ไม่ต้องกินยาขยายหลอดลมเลยตลอด 2 วันมานี้" เป็นความประทับใจใหม่ๆที่พบว่า ละม้ายวิทยาถ้าใช้รักษาผสมกับธรรมชาติบำบัดแขนงอื่น ช่วยเสริมฤทธิ์ให้หายเร็วขึ้นมา ภูมิแพ้ที่สาหัสสากรรจ์มา 6 เดือนสามารถหายในเวลา 2 วันเท่านั้น

ส่วนคุณแม่บอกว่า "ภูมิหันมากินผักเป็นพายุบุแคม เลิกนม เลิกอาหารขยะหมดเลยค่ะ สำหรับที่บ้านบอกเลิกกับนมหมักบาซิลลัสแล้วค่ะ"

หนังสือแนะนำ
- กับดักสุขภาพ 11 ประการ
- นมมัจจุราชเงียบ
- โรคภูมิแพ้รักษา