วิธีการหา
%Body fat นั้นแต่เดิมค่อนข้างยุ่งยาก ทำได้โดยใช้เครื่องวัดความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
วัดความหนาของไขมันจุดต่างๆ แล้วรวมกันเป็นหน่วยมิลลิเมตร
แล้วนำไปเทียบในตารางสำหรับเพศชายหรือเพศหญิง
จริงๆ แล้วอยากเอาตารางเทียบค่า
%Body fat ของแต่ละเพศมาลงไว้ให้ดู แต่คงกินพื้นที่มากๆ
เอาเป็นว่าถ้าอยากได้ตารางดังกล่าวก็ให้เข้าไปที่ website
2 หน้านี้คือ
C:\Documents and Settings\Administrator\Desktop\body
fat\Skinfold to Fat Female.htm
C:\Documents and Settings\Administrator\Desktop\body
fat\ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี.htm
หลักการของการวัด %Body
fat ด้วยวิธีนี้เล่นกันง่ายๆ เลยว่า ถ้าใครอ้วนพุงพลุ้ยต้นขาใหญ่
เมื่อเอาเครื่องมือจิกหรือหยิกชั้นไขมันขึ้นมาก็จะได้เป็นชั้นหนาๆ
รวมเป็นมิลลิเมตรก็หลายมิลลิเมตร แต่ถ้าใครผอมๆ หุ่นดีและเฟิร์ม
เมื่อเอาเครื่องมือจิกหรือหยิกไขมันขึ้นมาก็จะได้ชั้นไขมันบางๆ
วัดได้ไม่กี่มิลลิเมตร
หรือใครรู้สึกว่าวิธีนี้ยุ่งยาก
เดี๋ยวนี้เขาก็มีเครื่องชั่งน้ำหนักที่มีการวัดค่า %Body
fat ได้ในตัว โดยการปล่อยคลื่นไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปในชั้นใต้ผิวหนัง
ถ้าใครมีไขมันเยอะ ไขมันจะเป็นฉนวนทำให้ความต้านทานไฟฟ้าสูง
แต่ถ้าใครมีไขมันน้อยก็จะวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าได้น้อยกว่า
คำนวณออกมาเป็น %Body fat ให้เราเห็นได้แทบจะในทันที
ซึ่งใครจะซื้อหามาไว้ใช้ก็ได้ไม่ว่ากัน

เมื่อเข้าใจหลักการเรื่อง
%Body fat กันแล้ว เราก็มาดูสมการสุขภาพกัน สมการนี้ง่ายสุดๆ
ดังนี้คือ
สำหรับผู้ชาย ถ้า %Body
fat = 12.0% - 20.9% ถ้ามากกว่า 20.9% แสดงว่าไขมันมากไป
สำหรับผู้หญิง ถ้า %Body
fat = 17.0% - 27.9% ถ้ามากกว่า 27.9% แสดงว่าไขมันมากไป
อ้อ...!!! มีข้อสังเกตอยู่เล็กน้อยว่าเราอนุญาตให้ผู้หญิงมีปริมาณ
%Body fat ได้มากกว่าผู้ชายเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของฮอร์โมนเพศหญิงจะทำให้ผู้หญิงมีน้ำมีนวลซึ่งก็คือปริมาณไขมันมากกว่าผู้ชายนั่นเอง