|
กลลวงอนามัย-ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์
คิดว่าปลอดภัยไร้โรค
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล
เรากำลังไล่เลียงความเข้าใจผิดทางสุขภาพยอดฮิตในปี
2550 ที่ผ่านมาเรียกให้สนิทปากว่า "กลลวงอนามัย" ซึ่งผมนับออกมาได้
12 ประการ ได้เล่าให้ฟังไปแล้ว 5 ประการคือ:
กลลวงอนามัย
ประการที่ 1 ไม่กล้ากินแก้วมังกร เพราะกลัวสารก่อมะเร็ง
กลลวงอนามัยประการที่
2 ไม่กล้าดื่มนมถั่วเหลือง เพราะเด็กผู้ชายจะกลายเป็นกระเทย
แถมก่อมะเร็งอีกต่างหาก
กลลวงอนามัยประการที่
3 เชื่อว่าโรคหวัดหายได้ด้วยการกินยา
กลลวงอนามัยประการที่
4 เป็นไขมันเลือดสูง เอาแต่รักษาด้วยการกินยา
กลลวงอนามัยประการที่
5 ดื่มนมวัวหมักบาซิลลัส คิดว่าจะดี
วันนี้เป็นกลลวงอนามัยประการที่
6 บริโภคผลิตภัณฑ์ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์ คิดว่าปลอดภัยไร้โรค
เรื่องมีอยู่ว่าคนเราสมัยนี้คิดกลัวไขมันจนกระทั่งถือว่าไขมันล้วนเป็นของไม่ดีไปเสียทั้งหมด
มันจะไปอุดตันเส้นเลือดสมองและหัวใจ อีกประการหนึ่งคือความกลัวอ้วน
ก็เลยไม่กินไขมันซะเลย เรื่องไม่กินไขมันเพราะกลัวอ้วน
ผมได้แจกแจงไว้เป็นหนึ่งในกับดักสุขภาพ 11 ประการตั้งแต่เมื่อปลายปี
2549 แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะไขมันก็เป็นหนึ่งในอาหาร
5 หมู่ที่จำเป็นสำหรับสุขภาพของคนเรา แต่เมื่อมาสังเกตแนวโน้มในปีนี้
ก็ปรากฏว่ามีผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคหลายตัว ที่อาศัยความแตกตื่นเรื่องไม่อยากบริโภคไขมัน
ฉวยโอกาสสมอ้างว่า ผลิตภัณฑ์ของตัวนั้น "มีไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์"
ชูขึ้นมาเป็นจุดขาย แล้วก็มีผู้ตอบรับจำนวนไม่น้อยเสียด้วย
เดิมทีเดียวเริ่มที่ผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม
เป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่า น้ำดื่มบริสุทธิ์ย่อมไม่มีส่วนประกอบทั้งโปรตีน
คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน รวมทั้งไขมันด้วย แต่ในบรรดาสารอาหาร
4 ประการ ดูจะไม่ใช่สารที่คนเรารังเกียจ ก็เลยไม่ได้ถูกชูขึ้นมาเป็นประเด็นขาย
แต่เจ้าสารอาหารกลุ่มไขมันนั่นสิ ในเมื่อในวงการสุขภาพมีความคิดสุดโต่งเรื่องไม่ต้องการบริโภคไขมัน
ประเด็นเรื่อง "ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์" จึงถูกจุดประกายขึ้นมา
ไม่ทราบว่าเป็นความปัญญาอ่อน
หรือเป็นตลกบริโภคกันแน่ จึงเกิดปรากฏการณ์ที่น้ำดื่มธรรมดาสามัญ
เกิดชูประเด็นขายว่ามี "ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์" ให้เป็นเรื่องเป็นราว
แต่เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวนี้ไม่น่าจะกระตุ้นยอดขายของน้ำนั้นๆได้
เพราะเป็นเรื่องสามัญสำนึกของคนทั่วไปอยู่แล้วว่า "น้ำดื่มย่อมไม่มีไขมัน
เป็นธรรมดา"
มาในระยะหลังเกิดมีผงชงยี่ห้อหนึ่ง
ชูประเด็นเรื่อง "เวย์โปรตัน ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์" หรือ
"0% fat" ขึ้นมาอย่างโดดเด่น แล้วเกิดการกระตุ้นยอดขายอย่างเร่าร้อนในหมู่นักเพาะกาย
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อชนิดไม่ติดมัน
ไว้ประดับตามแผงอก ต้นแขน แล้วก็แผ่นหน้าท้อง รวมถึงคุณผู้หญิงที่กลัวอ้วน
คุณพ่อคุณแม่ที่กลัวไขมันเลือดสูง
จะเรียกว่าจงใจหรือไม่ก็ตาม
ผงชงยี่ห้อนี้เลี่ยงมาเรียกตัวเองว่า "Whey" ซึ่งเป็นชื่อทางวิชาการที่คนสามัญส่วนใหญ่ไม่รู้จักว่าทำมาจากอะไร
บางคนพลอยเข้าใจว่า เป็นผงโปรตีนพืชเสียด้วยซ้ำ
"ไม่ใช่ผมเข้าใจผิดเองหรอกนะครับ
เซลส์แมนของผงชงชนิดนี้มานำเสนอพวกผมซึ่งออกกำลังกายอยู่ในฟิตเนสว่า
เป็นผงโปรตีนพืช ผมก็เลยซื้อดื่มไปหลายกระป๋อง" คุณทวีป
เจ้าหน้าที่อาวุโสท่านหนึ่งของฝ่ายพัฒนาบุคลากร ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งเชิญทีมแพทย์ของเราไปนำ
in house training เป็นเวลา 2 วันเต็มๆที่กฟผ.เปรยขึ้นมากับผม
"Whey
ก็คือโปรตีนจากนมวัว" ผมบอก
"อ้าว...ถ้ารู้แต่ต้นว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากนมวัว
ผมก็ไม่กินอยู่แล้วละ เพราะผมก็อ่านความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์นมวัวเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีต่อสุขภาพ
แต่นี่คนขายมาบอกเราว่าเป็นผงโปรตีนพืช แบบนี้เท่ากับหลอกลวงผู้บริโภคแล้วนี่นา"
คุณทวีปตั้งประเด็นที่ชวนให้หาคำตอบ
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ
ท่านผู้อ่านที่วัยขนาด 40 อัพ อาจจะพอย้อนหลังไปได้ว่า
เมื่อสมัยเราเป็นเด็ก จะมีนมกระป๋องยี่ห้อหนึ่งที่มีลักษณะใสโจ๊กๆ
ราคาก็แสนจะถูก ไม่ได้เอาไว้ดื่มธรรมดา แต่มีไว้ราดไอศกรีมเท่านั้นเอง
นมชนิดนี้มีคุณค่าต่ำ เพราะมีแต่โปรตีน ไม่มีครีมนมซึ่งฝรั่งถือกันว่ามีคุณค่าสูงกว่า
นมนี้จึงถูกเรียกว่า "หางนม" สมัยนั้นผู้คนที่มีการศึกษาน้อย
เช่นคนตามชนบท มักเอาหางนมชนิดนี้ไปเลี้ยงทารกเพราะราคาถูก
ผลปรากฏว่า ทารกเกิดภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง จนกระทั่งกลายเป็นประเด็นที่ทางการต้องกำหนดให้นมยี่ห้อนี้เขียนเป็นตัวแดงๆไว้กับฉลากที่ข้างกระป๋องว่า
"หางนม ห้ามใช้เลี้ยงทารก"
ครับ เวย์โปรตีนก็คือโปรตีนนม
และเป็นหางนมที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยที่เหลือจากกระบวนการผลิตนม
ที่ฝรั่งเขาไม่รู้จะเอาไปทำอะไรนั่นเอง
เราต้องรู้ประการหนึ่งว่า
ในกระบวนอุตสาหกรรมนม เมื่อเขารีดนมวัวออกมาได้แล้ว นมจะถูกคัดแยกไปผลิตผลิตภัณฑ์หลายอย่างด้วยกัน
ก่อนอื่นก็คือ ส่วนของครีมนม เนื่องจากฝรั่งอยู่ในเมืองหนาวร่างกายต้องการอาหารไขมันค่อนข้างสูง
ครีมนมจึงถือเป็นสิ่งมีคุณค่า เขาจะคัดแยกออกมาเพื่อผลิตเป็นชีสที่เรียกว่า
เนยแข็ง และบัตเตอร์ที่เรียกว่า เนยเหลว บ้างเอาครีมนมไปทำเค้ก
ไอศกรีม ช็อกโกแลต สุดท้ายก็เหลือโปรตีนนมที่ถูกเรียกได้หลายชื่อ
เช่น เวย์ เคซีน หรือเรียกให้หรูหรากว่านั้นว่า แลกโตโกลบูลิน
ซึ่งล้วนหมายถึงโปรตีนจากนมวัวทั้งนั้น
สมัยที่คนยังไม่ตื่นตัวเรื่องโรคไขมันเลือดสูง
และโรคอ้วน คนก็มัวแต่กินชีสและครีมนมชนิดต่างๆ เหลือโปรตีนนมเป็นของเหลือเดน
จะเตะทิ้งก็ใช่ที่ เลยบรรจุเป็นนมกระป๋องน้ำใสๆมาขายให้เราใช้ทำไอศกรีมเล่นๆ
แต่มาสมัยนี้
ด้วยคนตื่นกลัวเรื่องอาหารไขมัน นอกจากเกรงกลัวนมเต็มรูปแล้ว
นมพร่องไขมัน คนก็ชักจะรู้ทันว่าไม่ปลอดภัย ทีนี้คนที่รักสุขภาพจึงชักจะเหลียวหน้าเหลียวหลังพยายามหาอะไรที่ไขมันต่ำๆ
ถ้าเป็นชนิด "ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์" ก็มักจะมอบความไว้วางใจเอาไว้ก่อน
นี่จึงเป็นเหตุให้เกิดการพลิกผันเอาเศษโปรตีนที่เหลือของกระบวนการผลิตครีมนม
เอามาทำเป็นผงบรรจุกระป๋อง แล้วจั่วหัวเป็นจุดขายว่า "เวย์โปรตีน
ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์" ปรากฏผลเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจของผู้รักสุขภาพ
ที่กลัวอ้วน กลัวไขมันเลือดสูง รวมถึงผู้คนตามฟิตเนส
หารู้ไม่ว่า
การดื่มโปรตีนนมนั้น คือตัวเหตุของปัญหาจำนวนไม่น้อย เพราะตัวการที่ก่อภูมิแพ้ให้กับคนตะวันออกโดยเฉพาะกับคนไทยเรานั้น
โปรตีนนมวัวคือตัวการสำคัญอันดับหนึ่ง (รายงานหลายฉบับทั้งของดร.เดวิด
เจ ฮิลล์ สภาบันวิจัย Mardoch ออสเตรเลีย รายงานของพญ.อรพรรณ
โพชนุกุล รพ.ธรรมศาสตร์ และรายงานของรศ.พญ.พรรทิพา ฉัตรชาตรี
หน่วยโรคภูมิแพ้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในWorld Allergy Congress
2007 (WAC 2007) ครั้งที่ 20 วันที่ 2-6 ธันวาคม 2550)
โปรตีนนมที่ย่อยยากส่วนหนึ่งจะหลุดเข้าสู่กระแสเลือดก่อให้เกิดภูมิแพ้
หอบหืด ผื่นคัน กระทั่งภูมิเพี้ยนหรือกลุ่มโรคภูมิต้านทานไวเกิน
ในอีกด้านหนึ่ง โดยธรรมชาติของการโหลดโปรตีนเข้าสู่ร่างกายมากๆจะทำให้ไตต้องทำงานหนัก
ขณะที่เศษโปรตีนที่ตกค้างในลำไส้จะเกิดการหมักโดยเชื้อแบคทีเรียในลำไส้
เกิดสภาพบูดเน่า ไปเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งอีกต่างหาก
"เวย์โปรตีน
ไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์" จึงเป็นกลลวงอนามัยประการหนึ่งที่พึงสังวรณ์
ส่วนเรื่องที่เซลส์แมนไปบอกขายกับผู้บริโภคว่า "เป็นผงโปรตีนจากพืช"
ก็ต้องนับเป็นกลลวงสองชั้นที่องค์กรผู้มีหน้าที่ต้องสอดส่องต่อไป
หนังสือแนะนำ |
-
กับดักสุขภาพ 11 ประการ |
-
นมมัจจุราชเงียบ |
-
30 วันไขมันลด |
| |
|
|
|
|
|