เป็นเรื่องที่น่าหวั่นวิตกสำหรับคนไทยทุกคน
เมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศออกมาว่า สาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทยในปัจจุบัน
ไม่ใช่โรคหัวใจหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคอันเนื่องมาจากการ
"กินดีอยู่ดี" อย่างที่แล้วๆมา แต่โรคที่แซงขึ้นหน้ากลับเป็นโรคมะเร็ง
ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการ "กินแย่อยู่แย่" ของผู้คนในสังคมปัจจุบันนั่นเอง
มะเร็ง เมื่อใครเป็นขึ้นมาแล้ว
ก็เป็นภาระหนักทั้งของตัวเอง ครอบครัว และสังคมร่วมกัน
สำหรับคนไทยแล้วเมื่อเป็นมะเร็งมักมีแนวโน้มการปฏิบัติตัวมาเป็นลำดับคือ
แรกทีเดียวคนจำนวนมากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า
ตนเป็นมะเร็ง หรือไม่ก็กลัวการรักษาของแพทย์ จึงมักปกปิดซ่อนเร้นอาการผิดปกติของตัวเอง
กว่าจะรู้ตัวอีกทีมะเร็งก็มักจะลุกลามไปมาก ครั้นเมื่อไปพบแพทย์
และได้รับคำแนะนำว่าจะต้องผ่าตัด ให้เคมีหรือรังสีรักษา
แต่เนื่องจากความรุนแรงของโรค แพทย์อาจจะไม่ค่อยให้ความหวังในแง่รักษาหายแก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้สักเท่าไหร่
ด้วยเวลาที่ผ่านมาวงการแพทย์จึงพยายามรณรงค์ให้ "ไปหาแพทย์ตั้งแต่ต้นมือ"
กระทั่งมีโครงการตรวจคัดกรองเพื่อหาผู้ป่วยมะเร็งให้เร็วที่สุด
เพื่อรักษาได้ทันเหตุการณ์
มาในปัจจุบัน
เราพบมะเร็งได้ไวขึ้น มักรู้ตัวเร็ว ไปหาแพทย์เร็ว หรือตรวจร่างกายประจำปีแล้วพบมะเร็ง
จึงได้รับการรักษาตามระบบการแพทย์แบบแผนทุกขั้นตอน หลายคนรับการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือร่วมกับรังสีและเคมีบำบัด
ครบคอร์สแล้วผู้ป่วยก็มักจะยินดีว่า ตนหายขาดจากมะเร็งแล้ว
เพราะได้รับการรักษามะเร็งจนครบตามแพทย์กำหนด มีเพียงข้อแนะนำว่าให้ไปตรวจติดตามทุก
6 เดือนก็เพียงพอ
ความเป็นจริงมักปรากฏว่า
ในเวลาไม่ช้า ประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปีต่อจากนั้น ก็มักพบว่ามะเร็งกลับเป็นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้มักมาในสภาพที่กระจายไปที่อื่นแล้ว เช่นที่ปอด
ตับ กระดูก หรือสมอง ผู้ป่วยมักมีความเสียใจว่า ทำไมตนก็ทำตามแพทย์ทุกประการแล้ว
ติดตามอาการก็แล้ว ทำไมจึงต้องเป็นมะเร็งกลับซ้ำอีก
เหล่านี้คือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากของผู้ป่วยมะเร็ง
จนต้องถือได้ว่า ผู้ป่วยเหล่านี้ตกอยู่ในห้วงของ "กลลวงอนามัย"
คือประมาทเกินไปในการจัดการกับมะเร็ง คิดอยู่แต่ว่า การรักษามะเร็งเป็นหน้าที่ของแพทย์แต่ฝ่ายเดียว
ตนมีหน้าที่เพียงปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่ง ครั้นเมื่อแพทย์บอกว่า
"รักษาครบคอร์สแล้ว" ก็เข้าใจไปว่า ตนเองหายขาดจากมะเร็งแล้ว
จึงละเลยในเชิงพฤติกรรมอนามัยของตน จนมะเร็งกำเริบขึ้นในที่สุด
แท้ที่จริงแนวคิดเช่นนี้
เป็นแนวคิดการแพทย์แบบแยกส่วน มองโรคมองสุขภาพแบบมิติเดียว
คือ ถือว่า การเจ็บป่วยล้วนมีสาเหตุจากปัจจัยไม่กี่อย่าง
ทางรักษาคือ แก้ไขให้ตรงตามแต่ละวิธี คือ 1)เป็นแต่กำเนิด
ถ้าผ่าตัดซ่อมได้ก็ทำไป ซ่อมไม่ได้ก็ให้ทำใจซะ 2)ติดเชื้อก็ใช้ปฏิชีวนะฆ่าซะ
3)อุบัติอันตรายก็ห้ามเลือด แก้ช็อก แล้วผ่าตัดซ่อมแซม
4)งอกเกินก็ผ่าทิ้ง หรือให้เคมีกับรังสีกำจัดก้อน 5)ภูมิต้านทานไวเกินก็ใช้ยากดภูมิต้านทาน
ฯลฯ เหล่านี้เป็นแนวโน้มของการแพทย์แบบใช้ยา เป็นการแพทย์แบบเป็นฝ่ายถูกกระทำ
ซึ่งนับวันจะตีบตันขึ้นทุกขณะ
แท้ที่จริงแล้วการเป็นมะเร็ง
นับเป็นความล้มเหลวของระบบร่างกายทั้งระบบ การรักษามะเร็งจึงพึงมีหลักอยู่
3 ประการคือ
1.ทำให้ก้อนเล็กลง
2.เสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้น
เพื่อช่วยกำจัดมะเร็ง
3.ป้องกันไม่ให้มะเร็งกระจายตัว
ต้องยอมรับความจริงว่า
วิธีรักษาตามการแพทย์แบบแผนนั้น จะมุ่งความสำคัญอยู่กับวิธีการที่
1 เป็นสำคัญไม่ว่าด้วยการผ่าตัด เคมีหรือรังสีบำบัด แต่มีผลกระทบต่อหลักประการที่
2 คือ กระบวนการรักษากลับทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง ไม่สามารถแสดงบทบาทช่วยกำจัดก้อนมะเร็ง
แถมภูมิต้านทานที่ตกต่ำกลับทำให้เอื้อโอกาสการกระจายตัวของมะเร็งสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้รักษามะเร็งจึงต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย
ก็คิดดูง่ายๆว่า ทุกวันนี้มีการค้นพบเพิ่มขึ้นทุกทีว่า
มีสารต่างๆในสิ่งแวดล้อมก่อมะเร็ง ตั้งแต่ควันรถยนต์ ควันบุหรี่
อาหาร ปิ้ง ย่าง ทอดที่อุดมด้วย trans fat การบริโภคเนื้อสัตว์ล้นเกินซึ่งจะไปเกิดการหมักในตัวจากเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย
เพิ่มสารก่อมะเร็งในลำไส้ การไม่บริโภคผักผลไม้ซึ่งทำให้ร่างกายพร่องสารต้านอนุมูลอิสระ
ทำให้กลไกการปกป้องตนเองของร่างกายย่อหย่อนลง
สุดท้ายปัจจัยทางจิตใจ
ความรู้ใหม่ๆยืนยันถึงความเชื่อมโยงระหว่างความคิดจิตใจ
ที่สั่งการผ่านระบบประสาท ไปสู่ระบบฮอร์โมน และระบบภูมิต้านทาน
(psycho-neuro-hormonal-immunology) ความเร่งรัดเคร่งเครียด
ระบบความคิดที่ผิดพลาด การมองโลกในด้านลบ มีผลส่งต่อไปบั่นทอนภูมิต้านทานของผู้ป่วยด้วย
ด้วยเหตุนี้
เพียงคิดดูด้วยสามัญสำนึกง่ายๆว่า การก่อมะเร็งมีทั้งปัจจัยทั้งทางมวลสารและพลังงาน
ทั้งอาหาร สิ่งแวดล้อม และความคิดจิตใจ แม้แต่คนปกติแท้ๆเมื่อรับปัจจัยก่อมะเร็งเข้าไปนานๆ
ก็ยังเกิดมะเร็งขึ้นมาจนได้ ทีนี้ถ้าคนที่เคยป่วยเป็นมะเร็งมาแล้ว
ได้รับคำบอกเล่าว่า "อยากกินอะไรก็กินไปเลย" ก็เลยเกิดความประมาท
ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ "กินอยู่ตามสบาย" แบบนี้นานไปจะเหลืออะไร
มะเร็งย่อมเป็นกลับซ้ำอย่างแน่นอน
ประสบการณ์ผ่านมา
เราจึงเห็นภาพตัดกันอันชัดเจนดังนี้:
คุณอรุณวรรณ
(นามสมมติ) อายุ 45 ปี ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2
ได้รับการรักษาเต็มตามระบบการแพทย์แบบแผนทุกประการ และรับรู้ว่าหายแล้ว
จึงกินอยู่อย่างปกติ ติดตามกับแพทย์ทุก 6 เดือน เหตุการณ์ผ่านไป
1 ปี คุณอรุณวรรณถูกพบว่า มะเร็งเป็นกลับซ้ำ เธอได้รับเคมีบำบัด
และกินวิตามินต้านอนุมูลอิสระร่วมด้วยพร้อมกับเริ่มคุมอาหารบางส่วน
ต่อมาเอนไซม์ตับสูงขึ้น ซึ่งควรเป็นเหตุเนื่องมาจากผลข้างเคียงของเคมีบำบัด
แต่เธอถูกบอกให้เลิกกินวิตามินและให้กินโปรตีนบำรุงอย่างเต็มที่
เธอต้องปฏิบัติตามแพทย์สั่งด้วยความจำยอม การรักษาผ่านไปอีก
1 ปี เธอพบว่ามะเร็งของเธอกลับลามไปที่ปอด เข้าสู่ระยะที่
4 และแพทย์เริ่มบอกเธอว่า มะเร็งของเธอคงไม่ตอบสนองต่อเคมีอะไรอีกแล้ว
คุณปัญญา(นามสมมติ)
อายุ 58 ปี ป่วยเป็นมะเร็งปอด ถูกผ่าตัดและพบว่า มะเร็งเข้ากระดูกซี่โครงแล้ว
จึงต้องตัดซี่โครงไป 3 ซี่ ตามด้วยการให้เคมีบำบัด แพทย์บอกคุณปัญญาว่า
"แม้จะให้เคมีอย่างเต็มที่แต่คาดการณ์อายุน่าจะไม่เกิน
6 เดือน ขอให้ทำใจ" คุณปัญญาหันหาธรรมชาติบำบัดร่วมด้วย
กินอาหารต้านมะเร็ง พร้อมกับวิตามินระดับสูง ระหว่างนั้นเมื่อแพ้เคมีบำบัดบ้าง
แพทย์ฝ่ายธรรมชาติบำบัดก็ปรับให้กินไข่และเต้าหู้บ้าง
แถมปฏิบัติชี่กง ทำสมาธิสม่ำเสมอ คุณปัญญาอยู่มากระทั่งปัจจุบันนี้เป็นปีที่
6 ด้วยสุขภาพที่ดีเยี่ยมยอด
การปรับพฤติกรรมร่วมรักษามะเร็งหรือดูแลตัวเองภายหลังรักษามะเร็ง
เกิดประโยชน์ดังนี้คือ
1.จำกัดการขยายตัวของมะเร็งหรือการเป็นกลับซ้ำ
ด้วยการควบคุมอาหาร
2.ช่วยเตรียมตัวรับเคมี
รังสีบำบัดโดยลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
3.ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนกำลังลง
ตอบสนองต่อเคมีและรังสีบำบัดดีขึ้น
4.ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน
ด้วยพฤติกรรมใหม่ ลดละอาหารที่มีความเสี่ยง และเรียนรู้การลดความเครียด
เพิ่มพลังชีวิตให้กับตนเอง
เหล่านี้จะมีผลในระยะยาว
ป้องกันการเป็นมะเร็งกลับซ้ำ
หนังสือแนะนำ |
-
How to สู้มะเร็ง |
-
มะเร็งเสริมรักษา
เคมีรังสีบำบัด |
-
มะเร็งรักษา
ด้วยตนเอง |
| |
|
|
|
|