|
พญ.เพ็ญนภา
ผู้เปิดหอคอยงาช้างให้สามัญชนขึ้นย่ำเหยียบ
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล
"สักครู่หนึ่งเรามาทำสมาธิด้วยเสียงสวดมนต์พร้อมกันนะครับ"
ผมพูดกับคุณหมอเพ็ญนภาที่ข้างเตียงให้ห้องผู้ป่วย หลังจากปลดเข็มฝังเข็มที่ผมทำให้เธอเพื่อบรรเทาอาการปวดแน่นท้อง
และใช้วิตามินฉีดเข้าที่จุดฝังเข็มเพื่อหวังผลการกระตุ้นจุดฝังเข็มให้ออกฤทธิ์นานไปได้อีก
1-2 วัน
นั่นเป็นวาระท้ายๆที่ผมมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเธอ
ก่อนการเสียชีวิตของคุณหมอเพ็ญนภาประมาณ 2 สัปดาห์ ผมรู้ในวาระของเธอว่าคงมีอีกไม่นานและดูเหมือนเธอก็รู้อยู่เหมือนกัน
แต่เมื่อการฝังเข็มช่วยให้เธอสบายท้องขึ้น ดวงตาก็ดูมีประกายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
"ปกติก็ทำสมาธิอยู่แล้วค่ะพี่....
แต่อาการปวดนี่ซิทำให้เข้าสมาธิไม่ได้ เลยได้แต่เปิดเทปฟังคำเทศนาธรรมของครูบาอาจารย์ต่างๆ"
เธอตอบ
"เอาละคราวนี้
พี่เอาCDดุริยมนตรา ซึ่งเป็นเสียงสวดมนต์สูงๆต่ำๆคล้ายเสียงร้องเพลงของอาจารย์พระดร.สิงห์ทน
นราสโภ ที่มีดนตรีอิมโปรไวของอาจารย์แนบ โสตถิพันธุ์มาด้วย
ลองเข้าสมาธิด้วยเสียงสวดมนต์ดูบ้าง แต่แทนที่เราจะนั่งหลับตาแบบทำสมาธิธรรมดา
พี่ได้เอาบทสวดมนต์มาด้วย เราอ่านไปพร้อมๆกัน บทนี้เริ่มต้นด้วยการชุมนุมเทวดา
คืออัญเชิญท่านเหล่านั้นมาฟังการสาธยายมนต์ซึ่งก็คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วตามด้วยการแผ่เมตตาให้แก่เจ้ากรรมนายเวรด้วย ในเนื้อหาจะสอนทั้งตัวเองและสอนทั้งเจ้ากรรมนายเวร
ให้เห็นว่าตัวเราเป็นผลแห่งกรรมที่เราทำเพื่อใจเราจะได้ปลงตก
และยังสอนเจ้ากรรมนายเวรให้ละเว้นจากการพยาบาทปองร้ายกัน
พร้อมกับชี้หนทางที่ถูกต้องของการพ้นทุกข์คือการปฏิบัติตามโอวาทปาติโมกข์
ละเว้นความชั่ว ทำความดีและทำจิตใจให้สะอาดผ่องใส การสวดมนต์เป็นการบำเพ็ญกุศลกรรมบทสิบ
เป็นบุญกิริยาวัตถุสิบ และได้บารมีสิบด้วย" ผมเล่าถึงเนื้อหาของบทสวดให้ฟัง
"ทีนี้เพื่อผลการปฏิบัติเข้าสมาธิจิตให้ฉับไวขึ้น
ผมได้ตัดตอนดุริยมนตรานี้เอาเฉพาะเนื้อหานี้ 17 นาทีแล้วอัดเป็นจำนวน
4 รอบ เพื่อเป็นบทสวดมนต์ซ้ำๆที่จะกินเวลา 1 ชั่วโมง 8
นาที ผมเรียก CD นี้ว่า บทสวด 17 คูณ 4 เหตุผลก็คือให้ผู้ปฏิบัติสมาธิจิตได้สวดมนต์ตามซ้ำๆจนขึ้นใจ
ช่วยให้เปล่งเสียงสูงๆต่ำๆได้อย่างท่านอาจารย์ผู้สวดเป็นตัวอย่าง
และให้ยาวนานพอสมควรที่จะโน้มนำจิตเข้าสู่สมาธิ" ผมบอกวิธีปฏิบัติก่อนที่จะเริ่มสวดดุริยมนตรากัน
"พอเปล่งเสียงไปทีละรอบๆอาจเริ่มรู้สึกเป็นคลื่นสั่นสะเทือนที่ฝ่ามือก่อน
ต่อไปที่ใบหน้า หรือรู้สึกอบอุ่นจากใบหน้าแล้วแผ่ไปทั่วร่างกาย
บางทีอาจรู้สึกเหมือนมีร่างแหที่ละเอียดอ่อนแผ่คลุมไปทั่วทั้งกาย
เมื่อสวดไป 2-3 รอบอาจรู้สึกไม่อยากเปล่งวาจาออกไปอีกแล้ว
จิตรู้สึกละเอียดเหมือนอยากเข้าสมาธิ ก็ให้หลับตาปล่อยจิตเข้าสู่สมาธิไปเลย"
นั่นเป็นวิธีสวด ซึ่งคุณหมอเพ็ญพยักหน้าพอเข้าใจเตรียมที่จะทำตาม
"ว่าแต่ว่าการเจ็บป่วยนี้หมอเพ็ญได้เตรียมตัวเตรียมใจ
เผื่อว่าการรักษามันจะไม่หาย จะได้ละสังขารไปอย่างสงบหรือเปล่า"
ผมถามเธอตรงๆ
เธอพยักหน้า
"ไม่มีอะไรเป็นห่วงแล้ว ครอบครัวพี่น้องก็ไม่ต้องห่วง
ห่วงอยู่บ้างก็มูลนิธิพัฒนาแพทย์แผนไทย เกรงจะไม่มีผู้ดูแลต่อ"
"ก็ปล่อยวางเถอะ
เรื่องการงานเราทำดีที่สุดแล้ว ขณะนี้ขอให้ปลงใจพร้อมกับอโหสิกรรมทุกอย่างให้กับทุกผู้ทุกคน
ไม่ว่าเขาจะได้ทำดีต่อหรือทำไม่ดีต่อเรา หรือกรรมใดๆที่เราเคยมีต่อเขา
ไม่ต้องผูกใจต่อไปอีก ให้เลิกแล้วต่อกัน ตัวเราเองคิดถึงแต่กุศลกรรมที่เราได้ปลุกการแพทย์แผนไทยขึ้นมาให้เป็นสมบัติควรคู่กับประเทศชาติ
ให้กับประชาชนไทยและรวมถึงการให้แก่คนทั้งโลก กุศลกรรมนี้จะเป็นแรงบันดาลให้จุติจิตของเราในวาระสุดท้าย
ไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า" ผมเองพูดไปก็เสียงเครือเหมือนกัน
พร้อมกับจับมือของเธอไว้
ครับ พญ.เพ็ญนภา
ทรัพย์เจริญ เธอคือผู้ประกาศศักดิ์ศรีของแพทย์แผนไทย เริ่มตั้งแต่ชื่อซึ่งเธอตั้งขึ้นมาให้เป็นเกียรติแก่ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาของบรรพบุรุษไทยหลังจากได้รับการพัฒนาแล้ว
มิใช่ใช้ชื่อเดิมๆที่ถูกเรียกว่า หมอแผนโบราณ หรือที่เคยถึงกับถูกจับรวมไว้ให้เป็น
หมอเถื่อน ตามที่กฎหมายเก่าๆพยายามโยนใส่ใครก็ตามที่รักษาความเจ็บป่วยของผู้คนโดยมิได้เป็นไปตามครรลองของการใช้ยาตะพึดตะพือไปอย่าง
การแพทย์แผนตะวันตก ที่เรียกตนเองอย่างเก๋ว่า แผนปัจจุบัน
ก็ด้วยแพทย์หญิงคนนี้มิใช่หรือ
ที่หาญกล้าก่อตั้งสถาบันการแพทย์แผนไทยขึ้นกลางกระทรวงสาธารณสุขให้ใครๆต้องยอมรับ
และปลุกกระทรวงสาธารณสุขซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา แม้จะมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนทางด้านสุขภาพ
แต่ก็เปรียบเสมือนหอคอยงาช้างที่ประชาชนเดินดินไม่มีโอกาสเข้าถึง
เพราะในสายตาของประชาชนทั่วไปแล้ว คุณหมอทั้งหลายก็เหมือนเจ้าเหมือนนายแถมถือกฎหมายในมืออยู่ด้วย
ให้กระทรวงนี้กลายสภาพมาเป็นกระทรวงด้านสุขภาพของประชาชนที่ใครๆก็เข้านอกออกในได้
คุณหมอเพ็ญนภาจัด
งานสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ ขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข
อาจเรียกได้ว่าเป็นงานแฟร์งานแรกๆที่ดึงให้ทุกภาคส่วนได้มาพบกัน
ผมจำได้ว่าปีแรกที่เธอจัด เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับวงการสุขภาพ
โทรทัศน์ทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับทำข่าวงานนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะมันเป็นการเปิดศักราชของการแพทย์ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน
ซึ่งกาลเวลาพิสูจน์ว่า ยามิใช่คำตอบเดียวที่พึงเป็นไปของสุขภาพ
ที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นองค์กรสุขภาพด้านอื่นเช่น สหพันธ์มังสวิรัติแห่งประเทศไทย
ชมรมอยู่ร้อยปี ชีวีเป็นสุข และองค์กรพันธมิตรสุขภาพอื่นๆอาจเคยจัดมหกรรมสุขภาพที่สอนแสดงวิธีรักษาสุขภาพแบบไม่ใช้ยามาหลายครั้ง
แต่ถ้าว่าด้วยเรื่องของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยแล้วยังไม่เคยมีใครนำเสนอต่อสังคมไทยได้ทั่วด้านเช่นนี้มาก่อน
งานสมุนไพรแห่งชาติฯเช่นที่เธอจัด
ถือได้ว่าเป็น หลักไมล์ ของการปักหลักการแพทย์แผนไทยขึ้นในบ้านในเมือง
สมุนไพรที่เคยถูกมองข้ามว่าไร้ค่า ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
อาจมีสารพิษ ก่อผลข้างเคียงกับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์สมุนไพรถูกมองว่าต่ำต้อย
ด้อยราคา ได้มีโอกาสแสดงทั้งทางการวิจัยด้านวิชาการ การใช้ทางคลินิก
การบรรจุภัณฑ์ขึ้นมาพร้อมใช้ให้ผู้บริโภคได้พิสูจน์กัน
และแข่งขันกันอย่างหลากหลาย
การนวดแผนไทยไม่ว่าจะเป็นสำนักไหน
ราชสำนักหรือเชลยศักดิ์ วัดโพธิ์หรือหาดพัทยา ได้มาออกร้านในงานเดียวกัน
พร้อมๆไปกับการอบรมองค์ความรู้และเทคนิคการนวดให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้นภายในงานอย่างนี้
นอกจากหมอแผนไทยสำนักต่างๆได้มาตรวจวินิจฉัยโรคในงานแล้ว
ความรู้การแพทย์ทางเลือกสาขาต่างๆ ความรู้การล้างพิษ อายุรเวท
การแพทย์แผนจีน ฤาษีดัดตน โยคะ ชี่กง พลังจักระประเภทต่างๆก็มารวมตัวกันที่งานนี้
ผู้คนนับแสนเดินเบียดเสียดในงานสมุนไพรแห่งชาติฯ
มิใช่เพียงครั้งเดียว ยังมีการจัดตามมาอีกหลายปีต่อมาซึ่งได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วทุกชั้นชน
พ้นจากงานเช่นนี้เองการแพทย์แผนไทยได้แพร่กระจายไปสู่ความนิยมของผู้คนชาวไทย
รวมถึงแพทย์โรงพยาบาลจังหวัดและอำเภอต่างๆ ก็พอจะมองเห็นทางออกของการเพิ่มโอกาสแห่งการรักษาโรคแก่ผู้คนโดยลดการใช้จ่ายค่ายาให้ลดน้อยลง
พร้อมกับการพัฒนาสมุนไพร
การนวดไทยได้พัฒนาตัวจากสำนักครูผู้สอนเพียงไม่กี่ท่าน
ให้กลายเป็นเรื่องระดับประชาชน การอบรมครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งของสถาบันฯเองและอีกหลายหน่วยงาน
ทำให้การนวดไทยได้พัฒนาทั้งความรู้และเทคนิควิธีการ พร้อมกับการเลือกรับปรับใช้องค์ความรู้ด้านสปาจากประเทศตะวันตกด้วย
ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของบริการสุขภาพแบบสปาที่เฟื่องฟูที่สุดในโลกก็ว่าได้
ลูกศิษย์ของคุณหมอเพ็ญนภามีอีกจำนวนมากที่สามารถไปเปิดกิจการ
หรือไปให้บริการในต่างประเทศ ตั้งเนื้อตั้งตัวและประกาศศักดิ์ศรีของภูมิปัญญาไทยไปพร้อมๆกัน
เราสวดมนต์ไปพร้อมๆกัน
จนจบดุริยมนตรา 17x4 แผ่นนั้นด้วยเวลา 1 ชั่วโมงเศษ คุณหมอหลับตาเข้าสมาธิด้วยความสงบ
ผมลาจากเธอออกมาเงียบๆ ขอจงพักผ่อนต่อไปเถอด เธอแบกรับมามากแล้วตลอดชั่วชีวิตของเธอเพื่อการแพทย์แผนไทย
การแพทย์ที่กอปรด้วยความเอาใจใส่ มิตรภาพ และความห่วงหาอาทรระหว่างผู้คนร่วมสังคม
ที่หามิได้อีกแล้วในระบบการแพทย์แผนตะวันตกที่ตกอยู่ในวังวนของการใช้เงินตรามาเป็นเกณฑ์
แพทย์หญิงเพ็ญนภา
ทรัพย์เจริญ แพทย์ไทยอีกท่านหนึ่งที่สังคมไทยพึงจดจำ
ดังนั้นเมื่อว่าไปแล้วการสวดมนต์จึงเสมือนกระทำพลังอำนาจให้แก่กายทิพย์ในระดับ
causal body เป็นส่วนหนึ่งของหนทางการเกิดปัญญา
|