 |
บทความจากมติชน |
ฉบับ1432
วันที่25 ม.ค.51 |
นพ.บรรจบ
ชุณหสวัสดิกุล |
เรากำลังติดตามความพลั้งเผลอ
ผิดพลาดในกระบวนการคิด เรื่องหนทางแห่งสุขภาพดี ในรอบปีที่ผ่านมาในหมู่คนไทยที่อุตส่าห์เรียกตัวเองว่า
"รักสุขภาพ" แต่เพราะความเข้าใจผิด เลยทำให้ดำเนินหนทางสุขภาพในทางที่ผิดพลาด
เท่าที่แจกแจงมาแล้วในสัปดาห์ก่อนๆ มีดังนี้คือ:
กลลวงอนามัย
ประการที่ 1 ไม่กล้ากินแก้วมังกร เพราะกลัวสารก่อมะเร็ง
กลลวงอนามัยประการที่
2 ไม่กล้ากินนมถั่วเหลือง เพราะเด็กผู้ชายจะกลายเป็นกระเทย
แถมก่อมะเร็งอีกต่างหาก
กลลวงอนามัยประการที่
3 เชื่อว่าโรคหวัดหายได้ด้วยการกินยา
กลลวงอนามัยประการที่
4 เป็นไขมันเลือดสูง เอาแต่รักษาด้วยการกินยา
กลลวงอนามัยประการที่
5 ดื่มนมวัวหมักบาซิลลัส คิดว่าจะดี
กลลวงอนามัยประการที่
6 บริโภคผลิตภัณฑ์ไขมันศูนย์เปอร์เซนต์ คิดว่าปลอดภัย
กลลวงอนามัยประการที่
7 สระผมทุกวัน คิดว่าจะช่วยสุขภาพเส้นผม
กลลวงอนามัยประการที่
8 ขึ้นชื่อว่าไขมันอิ่มตัวถือว่าเลว และไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อนถือว่าดี
กลลวงอนามัยประการที่
9 เป็นมะเร็ง ผ่าตัด เคมีครบ คิดว่าหายแล้ว
วันนี้เป็นกลลวงอนามัยประการที่
10 หน้าขาว คิดว่าเป็นสาวเสมอ นี่น่าจะเป็นความเชื่อมานับแต่ยุคโบราณเลยทีเดียว
แต่ปัจจุบันเรื่องราวมันหนักข้อขึ้นเพราะมีกระบวนการพยายามทำให้หน้าขาวด้วยประการต่างๆ
บ้างไม่ปลอดภัย บ้างเสียเงินเสียทองไปจำนวนมาก
คนเรานิยมการมีผิวขาว
มากกว่าการมีผิวดำมานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากนิทานหรือวรรณคดีแทบทุกเรื่องของแต่ละชนชาติ
ใครต่อใครคงรู้จักนิทานเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด
นางเอกของเรื่องมีผิวที่ขาวราวกับหิมะ เลยแข่งความงามกับแม่เลี้ยงขี้อิจฉา
ด้วยการยุยงส่งเสริมของกระจกวิเศษ สุดท้ายสโนว์ไวท์ก็ต้องมีอันเป็นไปเพราะความขาว
ที่เป็นประดุจตัวแทนของความสาวเสมอ สวยเสมอจนสูญเสียชีวิต
คนจีนใช้คำว่า
"ขาวๆสดๆ" สำหรับผู้หญิงที่เป็นสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่ต้องมือชาย
ส่วนคำว่า "ดำ" ถูกใช้คู่กับคำว่า "ผี" เวลาที่ใช้เรียกใครสักคนที่มีความอัปลักษณ์และไม่น่าไว้วางใจ
คนไทยนิยมผู้หญิงผิวขาวและยกย่องว่า
"ขาวเหมือนนางใน" และยังพลอยนิยมผู้ชายผิวขาวด้วย ถ้าจะบรรยายสรรพคุณอันพึงรังเกียจของใครสักคนก็ใช้คำว่า
"รูปชั่วตัวดำ" แม้แต่เปลือกนอกของเจ้าเงาะ ที่ถอดเข้าถอดออกได้
ก็ยังเป็นผิวสีดำแถมผมหยิกหยองอีกต่างหาก
รวมความแล้ว
ผิวสีดำถูกหมายถึงความชั่ว อัปลักษณ์ และความเป็นชนชั้นต่ำ
ที่พึงรังเกียจ ส่วนผิวสีขาวหมายถึงความเป็นพระเอก นางเอก
นอกจากพระเอกที่มีความพิเศษบางรูปที่มีผิวสีเขียว สีเหลือง
และสีทอง แม้ว่าในทางการแพทย์ใครที่มีผิวสีเขียวแปลว่ากำลังจะตายด้วยภาวะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
ผิวเหลืองหมายถึงคนกำลังเป็นโรคดีซ่าน ส่วนผิวสีทองพบในผู้ป่วยบางรายที่กระบวนเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ
ในทางสรีรวิทยาผิวจะขาวหรือดำนั้น
เกิดจากการผลิตสารเมลานินหรือเม็ดสีที่ผิวหนังโดยเซลล์ที่เรียกว่า
เมลาโนไซต์ ซึ่งมีอยู่ใต้ผิวหนังของคนเรา จำนวนเมลาโนไซต์จะมีมากมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับชาติพันธุ์ซึ่งธรรมชาติแวดล้อมได้หล่อหลอมให้คนในแต่ละพื้นถิ่นมีความจำเป็น
มากหรือน้อยในจำนวนเม็ดสีที่ผิวหนัง เหตุเพราะว่าเม็ดสีเมลานินนั้น
ความจริงแล้วมีประโยชน์ในการปกป้องผิวหนังจากการถูกทำลายด้วยแสงแดด
โดยปกติแสงแดดจะมีรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตที่มีคลื่นบางความถี่ทำร้ายผิวหนังของเรา
โดยเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้ขดคอลลาเจนซึ่งเป็นสปริงเล็กๆใต้ผิวหนังถูกทำลาย
เกิดอาการหงิกงอไป เลยทำให้ผิวเหี่ยวย่น นานๆเข้าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บางตัวที่ผิว
จนเกิดเป็นมะเร็งผิวหนังขึ้นมา คลื่นแสงอีกบางความถี่จึงเหนี่ยวนำให้เซลล์เมลาโนไซต์สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น
ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติที่ผิวหนังจะปกป้องตัวเองไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระได้ง่ายๆ
ไม่ให้ผิวเสื่อมได้ง่าย พูดง่ายๆคล้ายกับการ "สวมแว่นกันแดดให้ผิวหนัง"
ด้วยเหตุนี้
ชนชาติในเขตร้อนเช่น ในแอฟริกา อินเดีย อาหรับ อเมริกาใต้
และเอเชียอาคเนย์สภาพแวดล้อมที่มีแสงแดดจัดจึงทำให้ชาติพันธุ์เหล่านี้มีเซลล์สร้างเม็ดสีที่ผิวหนังมากกว่าชาติพันธุ์ที่อยู่ในเขตอบอุ่นที่มีแสงแดดน้อย
ขณะเดียวกันคนในชาติพันธุ์เดียวกันที่อาศัยอยู่ในที่ร่มมากกว่าอยู่กลางแจ้ง
ผิวหนังก็สร้างเม็ดสีน้อยกว่าคนทำงานกลางแจ้ง
พอดีว่าคนยุโรป
อเมริกาเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมมากกว่าและคนพวกนั้นเป็นคนผิวขาว
ขณะเดียวกันคนที่อยู่ในรั้วในวัง คนพ่อค้าวาณิชมักอยู่ในที่ร่มมากกว่ากุลีที่งานตรากตรำกลางแดด
เพราะเหตุนี้จึงเกิดการแบ่งแยกทางสังคมและเศรษฐกิจในระหว่างสีผิวของคนแต่ละชั้นวรรณะไปโดยอัตโนมัติ
ว่าคนผิวขาวหมายถึงผู้เจริญ เป็นคนชั้นสูง เป็นคนร่ำรวย
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว
การมีผิวขาวแต่ต้องอาศัยในเขตร้อนหรือที่มีแสงแดดมาก ก็กลับเกิดอันตรายกับตัวเองได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคนออสเตรเลียผิวขาว เป็นที่รู้กันว่าชาวออสเตรเลียผิวขาวมาจากนักโทษชาวอังกฤษกลุ่มแรกๆที่ถูกส่งไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกลถึงทวีปออสเตรเลีย
แล้วไปตั้งรกรากสร้างวัฒนธรรมตะวันตกที่นั่น ความที่ทวีปออสเตรเลียมีแดดแรงกล้าแถมถูกค้นพบว่ามีช่องว่างโอโซนในชั้นบรรยากาศ
ไม่สามารถกรองอัลตร้าไวโอเล็ตได้ ทำให้คนผิวขาวออสเตรเลียเกิดโรคมะเร็งผิวหนังเป็นจำนวนมาก
เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกอยู่จนทุกวันนี้
จึงเห็นได้ว่า
แท้ที่จริงแล้วธรรมชาติได้กำหนดความมีผิวสีขาวหรือสีดำตามความจำเป็นของร่างกาย
ไม่เฉพาะป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังหรอก การมีเม็ดสีมากในสังคมเมืองร้อน
เม็ดสีก็ช่วยป้องกันผิวพรรณของเราไม่ให้เหี่ยวย่นด้วย
แต่การทำอะไรที่ผิดไปจากธรรมชาติก็เกิดอันตรายกับสุขภาพ
การพยายามทำให้ผิวขาวขึ้น
เท่ากับเปิดโอกาสให้ผิวของเราเสื่อมทำลายเร็วขึ้นอีกด้วย
ทุกวันนี้เราถูกความเชื่อผิดๆเรื่อง
"ผิวขาว แปลว่าสาวเสมอ" มาโน้มนำให้เราทำสิ่งที่ฝืนธรรมชาติและตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา
เช่นมีครีมไวเทนนิ่ง ยิ่งทายิ่งหน้าขาวเป็นไข่ปอก พวกนี้ไม่เพียงเฟ้นเอานางแบบที่ผิวขาวเท่านั้น
แต่อาศัยกระบวนการทางคอมพิวเตอร์ลดโทนของสีผิวให้ดูขาวขึ้นๆ
แล้วเอาแต่ละรูปมาซ้อนกัน หลอกคนซื้อ บ้างก็เอาพรีเซนเตอร์เป็นนางงามที่มีชื่อเสียงมาประกาศว่า
ตัวเธอเองใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ นับตั้งแต่สบู่ไปจนถึงครีมลอกผิว
ทั้งๆที่ความจริงก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า นางแบบคนนั้นไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆจริงๆ
แต่ครีมไวเทนนิ่งก็เอารูปที่ลดโทนผิวด้วยคอมพิวเตอร์มาทำสป็อตโฆษณา
เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องไม่จริง ที่หลอกสร้างค่านิยมผิดๆให้กับผู้คนร่วมสังคม
แต่ก็ไม่เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะไปสนใจจัดการ
เมื่อค่านิยมถูกสร้างผิดๆซะแล้ว
จึงเกิดกรณีใช้ครีมที่ใส่สารปรอท ผสมในเครื่องสำอางราคาถูก
ทาแล้วเข้าไปฆ่าเม็ดสีในชั้นใต้ผิวหนัง พวกนี้จะหน้าขาวเฉพาะวงหน้า
และเกิดอันตรายจากการสะสมสารโลหะหนักในร่างกายอีกด้วย
ท้ายที่สุด
เกิดความนิยมใช้สารเอนไซม์กลูตาไทโอน หยอดเข้าเส้นเลือดเพื่อสร้างความขาวทั่วทั้งเรือนกาย
สารนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีอยู่ระยะหนึ่ง ผิวก็เลยขาวขึ้น
แต่เจ้าตัวต้องคอยหยอดยาเข้าเส้นเลือดแบบนี้บ่อยๆ นี่กลายเป็นจุดขายของกระบวนการสร้างผิวขาวแบบฉาบฉวย
ที่ตั้งราคาค่าบริการแต่ละครั้งหลายพันบาท เป็นความขาวชั่วครั้งคราวที่ราคาแพงจัด
และในทางหลักวิชาการแล้ว การทำให้ผิวของตนขาวขึ้น ก็เท่ากับลดเกราะกำบังแสงแดดของตนเองลงไป
ผิวจึงเสี่ยงที่จะเหี่ยวย่นง่ายกว่าธรรมดาไปซะอีก
นี่นับเป็นกลลวงอนามัยที่หลงนิยมกันยั่งยืน
นับแต่อดีตจวบปัจจุบัน แท้ที่จริงแล้วผิวที่มีสุขภาพดี
ไม่ใช่อยู่ที่ความขาวหรือเข้ม แต่อยู่ที่ความเต่งตึง สดใส
ผุดผ่อง ป้องกันตนเองได้จากความเสื่อมสภาพ ผิวจะดีก็ด้วยอาหารการกินที่มีเบต้าแคโรทีนสูง
มีวิตามินซีมาก มีสังกะสีที่เป็นปัจจัยการสมานคืนริ้วรอยต่างๆ
เราจะมีผิวดีได้
ด้วยการกินผักสด ผลไม้ สีเขียว แดง เหลือง แหล่งของวิตามิน
2 ชนิดนั้น และกินอาหารทะเล จมูกข้าว เมล็ดธัญพืช ซึ่งเป็นแหล่งของสังกะสี
ละเลี่ยงอาหารขยะ เลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง ทอด งดบุหรี่ หนีควันพิษ
ถ้ารู้จักอดล้างพิษเพื่อสุขภาพเป็นระยะๆ เท่านี้ก็เป็นคนผิวสวย
หน้าใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หนังสือแนะนำ |
-
How to สู้มะเร็ง |
-
มะเร็งเสริมรักษา
เคมีรังสีบำบัด |
-
มะเร็งรักษา
ด้วยตนเอง |
| |
|
|
|
|