บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 207: ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 8 กันยายน 2557 :::: บัลวีเปิดให้บริการคลินิกเฉพาะทางโรคปอดและทางเดินหายใจ โดยแพทย์เฉพาะทาง ทุกวันอาทิตย์ สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-.615-8822 ต่อ 105,106 :::::: Hydro Fitness Balavi Signature บริหารในน้ำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณน้องอ้วนท้วน คุณยายเข่าเสื่อม โดย อ.อรพิม ไชยมงคล อาจารย์ Sport Sciences สนใจสอบถามโทร 02-615-8822 ต่อ 134 ::::: บัลวี ดิลิเวอรี มีบริการจัดส่งอาหารเพื่อสุขภาพต้านมะเร็ง รักษาเบาหวาน ลดน้ำหนัก ส่งเสริมสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษ หรือดูแลสุขภาพ แต่ไม่มีเวลา บริการจัดส่งถึงบ้าน หรือโรงพยาบาลของผู้ป่วย โทร.02-615-8822 ::::: คอร์สออกกำลังกายในน้ำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือผู้สนใจการออกกำลังกายในน้ำ ทุกวันเวลา 16.00 – 17.00 น. โทร.02-615-8822 ต่อ 133, 134 :::::
 
     
 
กลลวงอนามัย-หน้าตึง จึงจะถือว่าไม่แก่


บทความจากมติชน
ฉบับที่ 1433 วันที่ 1 ก.พ.51
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล


กลลวงอนามัยประการที่ 11 สัปดาห์นี้เป็นเรื่องคู่ขนานกับผิวขาว นั่นก็คือ ค่านิยมที่ถือว่า "หน้าตึง -จึงจะถือว่าไม่แก่" ด้วยการแพทย์ที่เจริญขึ้นทำให้คนเราอายุยืนยาว แต่ก็มีปัญหาที่ติดตามมาคือ มันทำให้ผู้หญิงสมัยนี้ชักจะ "แก่ง่าย ตายยาก" ในสายตาของคุณผู้ชายทั้งหลาย แม้คุณผู้ชายจะรู้อยู่แก่ใจว่า การที่คู่ครองของตนอยู่ช่วยกันประคับประคองครอบครัว ทำตัวเป็น "หลังบ้าน" คอยแบ็กอัพให้นั้น เป็นคุณูปการมหาศาล ตั้งแต่เรื่องการบ้านการเรือน อำนวยความสุขและสุขภาพที่ดีให้กับคุณสามี กระทั่งเป็นที่ทางให้ใครต่อใครมา "เล่นการเมืองจากหลังบ้าน" ให้ได้อีกด้วย

กระนั้นก็ตามพอออกงานสังคม เรื่องกลับตาลปัตรให้ได้แซวกันพลอยให้เสียน้ำใจอยู่บ่อยๆ ด้วยคำ "แก่ง่าย ตายยาก" ที่ผู้ชายใช้กับคนคู่ทุกข์คู่ยากของตน ด้วยเหตุนี้เอง การดิ้นรนให้ตนดูไม่แก่ จึงเป็นค่านิยมอยู่ทุกยุคทุกสมัย และเป็นธรรมดาที่คนเราก็มักจะดูกันที่ใบหน้าซะด้วย เรื่องของการทำให้หน้าเด้ง หน้าตึงจึงเป็นเรื่องฮิตติดอันดับตลอดกาล สมัยหนึ่งทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ต้องยอมเจ็บตัวก็คือใช้วิธีดึงหน้า โดยแพทย์ทางศัลยกรรมพลาสติก

พอถึงสมัยนี้มีการแพทย์ที่ช่วยให้คนอายุยืนยาว และอยู่ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เรียกกันว่าเวชศาสตร์ต้านความชรา (anti-aging medicine) แต่ด้วยค่านิยมทางการตลาด กลายเป็นว่าวิชานี้มาเน้นหนักกันที่กระบวนการต่างๆว่าด้วยการทำให้หน้าตึงเป็นส่วนมาก

การทำหน้าตึงเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันทำกันหลายวิธี ด้วยยาและเครื่องมือสมัยใหม่ที่ทยอยกันออกมา
เริ่มตั้งแต่:
1.การฉีดโบท็อกซ์ สารตัวนี้ทำมาจากพิษของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ทีนี้เมื่อฉีดสารตัวนี้เข้าไปสู่กล้ามเนื้อใบหน้าทีละน้อย ก็พลอยทำให้กล้ามเนื้อเฉพาะส่วนนั้นเป็นอัมพาตเฉพาะส่วน ใบหน้าก็เลยดู "เรียบเฉย" ไม่เกิดริ้วรอยเวลาที่เจ้าตัวออกอารมณ์ประเภทต่างๆในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆว่า เหมือนสวมหน้ากากในละครคาบูกิของญี่ปุ่นนั่นแหละ เป็นเหตุเจ้าของสามารถแบกหน้าที่สวมหน้ากากเข้าสังคมเจ๊าะแจ๊ะได้ไปวันๆ พอนับเวลาได้ 3 เดือนก็เป็นอันต้องฉีดใหม่

วิธีนี้ข้อดีคือ สะดวกรวดเร็ว สวมหน้ากากได้ทันทีที่ออกจากร้านหมอ แถมใครจะนินทาเราว่า "ยัยนี่หน้าตาเหมือนสวมหน้ากากมาเลยนะ สงสัยไปฉีดโบท็อกซ์มาละมัง" คุณก็สามารถสวนหล่อนคนนั้นไปได้ทันควันว่า "เชอะ...ยังดีกว่าคนบางคน ไม่ได้ไปฉีด แต่ก็ยังสวมหน้ากากเข้าใส่กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน"

แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับดารานักแสดง เพราะแสดงอารมณ์ทางใบหน้าไม่ได้เวลาสวมบทนางเอกหรือนางร้าย แถมเวลาเล่นบทตบ เจ้าโบท็อกซ์มันบล็อกแต่ประสาทกล้ามเนื้อ แต่ไม่ได้บล็อกประสาทรับความเจ็บ ถูกตบในบทมันก็ยังเจ็บอยู่ดีนะ...เจ้าหล่อน

2.ไมโครเดอร์มาเบรชั่น ใช้เครื่องมือสมัยใหม่ซึ่งเป็นไฟฟ้า ครูดไปบนใบหน้าเพื่อสะกิดเอาเคราตินหรือชั้นขี้ไคลบนใบหน้าออกไปซะ คนเรา "หน้าด้าน" ก็เพราะว่ามีขี้ไคลอยู่บนใบหน้าที่ต้องค่อยๆหลุดลอกไป ถ้าหาวิธีขัดขี้ไคลนี้ออกไปให้บางลง หน้าก็จะนวลเนียนกว่าเดิม วิธีขัดขี้ไคลมีได้ตั้งแต่การใช้สารที่เป็นกรดอ่อนๆมาทาหน้า เช่น กรดผลไม้ AHA มาทาหรือทาโปะ เช่น มะขาม ส้มป่อย ขมิ้น ไปถึงโยเกิร์ตหรือแอปเปิลไซเดอร์ เหล่านี้ก็คือใช้กรดอ่อนไปละลายชั้นขี้ไคลให้หลุดร่วงไป คนๆนั้นก็จะ "หน้าบาง" ลง

มาสมัยนี้หมอผิวหนังก็อยากเพิ่มบริการให้ลูกค้าเกิดความประทับใจได้รวดเร็วขึ้น ก็เลยจัดการใช้เครื่องไฟฟ้า ส่งประกายเล็กๆช็อตเอาซะเลย ก็เป็นกระบวนการขัดขี้ไคลออกไปได้ทันอกทันใจดี

3.เดอร์มาโรลเลอร์ พอคนนิยมขัดขี้ไคลแบบทันอกทันใจไปมากๆเข้า ก็เลยเกิดการผลิตเครื่องมือให้เจ้าตัวเอาไปใช้เล่นเองที่บ้าน อุปกรณ์นี้ลักษณะเหมือนเครื่องตัดหญ้าขนาดจิ๋ว คือเป็นลูกกลิ้งที่มีหนามเล็กๆคมๆ เมื่อกลิ้งไปบนใบหน้ามันจะลอกเอาชั้นขี้ไคลทิ้งไป เหมือนตัดหญ้าบนสนาม แต่นัยว่าระดับมันจะลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง คือทำให้เกิดรอยถลอกขนาดจิ๋วไปทั่วใบหน้า เสร็จแล้วใบหน้าจะมีปฏิกิริยาอักเสบขึ้นเล็กๆนับเป็นล้านๆจุด การอักเสบทำให้ผิวหน้ามีอาการบวมเล็กน้อยนับเป็นล้านๆตำแหน่งเช่นกัน ใบหน้าเลยบวม นูนขึ้น แลดูเปล่งปลั่งดี

คนเราก็เป็นซะอย่างนี้ วิธีที่สองใช้ไฟฟ้าไปเผาหน้า ทำให้ "หน้าบาง" วิธีที่สามใช้เครื่องตัดหญ้าทั้งตัดทั้งครูดให้ใบหน้าอักเสบเล่น ทำให้ "หน้าอวบอูม" นับว่าซาดิสต์พอๆกัน

ก็อยากงามซะอย่างน่ะ....อะไรๆ เจ้าหล่อนก็ทำได้

4.ไอออนโต วิธีนี้คล้ายกันแต่ใช้เครื่องมือที่ปล่อยประจุลบบวกแล้วใส่สารบางอย่างเข้าไปร่วมด้วย เช่น วิตามินซี คอลลาเจน ว่านหางจระเข้ ยัดเยียดด้วยกระบวนการทางไฟฟ้าให้เข้าไปสู่ชั้นผิวหนัง เพราะความรู้ย่อมมีอยู่ว่าสารเหล่านี้ดีต่อสุขภาพผิวหนัง ทั้งป้องกันอนุมูลอิสระ ทั้งช่วยสร้างความยืดหยุ่น สร้างความเต่งตึง ก็ในเมื่อภายในร่างกายของเจ้าหล่อนมีน้อย เพราะเจ้าหล่อนเกลียดการกินผักซะสิ้นดี คอลลาเจนมีบ้างที่ซื้อกินเป็นเม็ดๆ แต่ก็ยังไม่ทันใจ ก็เอาวิธีง่ายกว่านั้นดีกว่า คือไปจ้างหมอช่วยยัดเยียดสารเหล่านี้เข้าผิวให้เลยดีกว่า

มาภายหลังสารที่ยัดเยียดเข้าผิวหนังก้าวไปใช้สารจากรกก็มี ถ้าว่าด้วยเรื่องรกแล้ว ต้องยอมรับว่าไม่ใช่วิชาการที่เลื่อนลอย เพราะงานวิจัยในเรื่องนี้มีอยู่มาก หลักการสำคัญคือ รกมีสารที่เรียกว่า ซีครีตาล็อก (secretalogue) เมื่อเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว มันจะออกฤทธิ์ให้ต่อมฮอร์โมนหลั่งสารฮอร์โมนออกมาเอง เช่น รังไข่หลั่งโปรเจสเตอโรน อีสโตรเจน อัณฑะหลั่งเทสโตสเตอโรนเพิ่มขึ้น มันก็เท่ากับว่าคนๆนั้นมีระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นโดยเป็นฮอร์โมนที่เจ้าตัวสร้างเพิ่มขึ้นมาเอง พูดง่ายๆว่า เป็นหนุ่มสาวขึ้นกว่าเก่า เป็นกระบวนการธรรมชาติที่ร่างกายย้อนความเป็นหนุ่มสาว ซึ่งไม่เหมือนกับการกินฮอร์โมนจากภายนอกเข้าไป

ด้วยแนวคิดนี้เอง คนจีน คนเวียดนามจึงนิยมเอารกของลูกสะใภ้ไปดองเหล้า คุณปู่คุณย่าดื่มวันละกรึ๊บ สร้างความกระชุ่มกระชวย แต่นั่นเป็นการรับเข้าสู่ร่างกายด้วยการกิน ส่วนการใช้ผลักสารรกเข้าไปด้วยไอออนโตเป็นการช่วยเฉพาะที่กับเนื้อเยื่อเฉพาะส่วน ผลเป็นอย่างไรน่าจะติดตามเรื่องราวทางวิชาการต่อไป

5.แอ็พโทส วิธีนี้เล่นเจ็บ แต่ความซาดิสต์ก็ได้ผลทันตาเห็นเหมือนกัน วิธีการคือใช้เส้นไหมละลายเย็บเข้าไปตามร่องลึกแอตแลนติสบนใบหน้า ที่กามันไปแอบเหยียบย่ำฝากรอยตีนไว้ให้ นับเป็นงานศิลปะประเภทเย็บปักถักร้อย ราวกับงานศิลปาชีพ เมื่อไหมละลายถูกเย็บเข้าไปทีละรอย ร่างกายจะตอบสนองโดยสร้างเส้นใยมาเคลือบตรงนั้นทีละร่องหลืบเช่นเดียวกัน ผลก็คือทำให้ร่องลึกเกิดอาการตื้นเขินขึ้นมา ปัจจุบันแข่งขันกันถึงขั้นเย็บด้วย "เส้นใยทองคำ" นับเป็นประณีตศิลป์เส้นละแสนที่ไฮโซหันมาสนใจ

เหล่านี้คือกระบวนการสำหรับคนใจร้อน ชอบเจ็บตัว ที่อยากได้ใบหน้าดวงใหม่ ที่ช่วยปลอบใจตัวเองหรือคนข้างกายให้รู้สึกว่ากำลังกินอยู่หลับนอนกับคลีโอพัตรา ก็แล้วแต่ใครจะคิด แต่สำหรับธรรมชาติบำบัดแล้ว น่าจะถือเป็นกลลวงอนามัยประการหนึ่ง

คนเราแก่ตัวทั่วร่างกาย และความชราที่คุกคามชีวิตคนเราทุกวันนี้คือ ความชราของหลอดเลือดทำให้เกิดโรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ อัมพาต ความชราของตับอ่อนทำให้เกิดโรคเบาหวาน ความชราของภูมิต้านทาน ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ และภูมิเพี้ยนคือ SLE รูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน ความชราของสมองเริ่มตั้งแต่อ่อนเพลียเรื้อรัง เครียดง่าย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ความชราของกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้เกิดปวดกล้ามเนื้อและเส้นใย (fibro-myalgia) กระดูกพรุน ความชราของผิวพรรณก็ยังหมายถึงผิวกายทั่วร่างกาย ไม่เฉพาะใบหน้า

การต้านความชราที่แท้จริง จึงต้องสร้างความอ่อนเยาว์จากภายใน เริ่มจากการกินอยู่อย่างไทย ออกกำลังกาย คลายเครียด ฝึกจิต ใช้วิตามินสมเหตุผล

น่าดีใจที่ว่า เวชศาสตร์ต้านความชราในปัจจุบัน ในมือของแพทย์ทางด้านผิวพรรณกลุ่มแรกๆก็กำลังบ่ายหน้ามาสู่การแพทย์แบบองค์รวม ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการแพทย์แผนธรรมชาติบำบัด

หนังสือแนะนำ
- สวย...ใน 3 นาที
- ผิวสวยหน้าใส
- กับดักสุขภาพ 11 ประการ