เบื้องลึกของปรัชญาของการแพทย์ทางเลือก แท้ที่จริงคือหลักการที่ว่า ไม่ใช้ยาก็รักษาโรคได้ เราอาจศึกษาจากปรมาจารย์คนแล้วคนเล่า ดังจะเล่าสู่กันฟังต่อไป
เซบัสเตียน คไนป์ (ค.ศ.1821-1897)

ปรมาจารย์ด้านวารีบำบัดอีกท่านหนึ่งคือ เซบัสเตียน คไนป์ เขาเกิดยุคไล่เลี่ยกับวินเซนต์ เพรียส นิตช์ แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบบาวาเรียในประเทศเยอรมนี การศึกษาค้นคว้าทางวารีบำบัดของคไนป์ก็มาจากเรื่องราวการบำบัดสุขภาพของตนเองมาก่อน
เดิมทีคไนป์เป็นเด็กหนุ่มที่อ่อนแอขี้โรค เขาน่าจะได้รับข่าวคราวเรื่องการใช้น้ำบำบัดสุขภาพของวินเซนต์มาแล้วบ้าง เพราะปีที่วินเซนต์ก่อตั้งสถานบำบัดด้วยน้ำที่ไซเลเซียคือค.ศ.1822 เขามีอายุได้ 1 ขวบ ดังนั้นระยะเวลาที่วารีบำบัดของวินเซนต์กำลังท็อปฟอร์มนั้น ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่คไนป์เติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม
คไนป์เชื่ออย่างเดียวกันว่า น้ำน่าจะเป็นคำตอบเพื่อสุขภาพที่ดีของเขา เขาจึงลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยไปว่ายน้ำในลำธารทุกวันตั้งแต่ฤดูร้อน ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง และแม้กระทั่งฤดูหนาวที่หิมะโปรยปรายเขาก็ยังว่ายน้ำอยู่ ผลปรากฏว่าเขาแข็งแรงขึ้นและแข็งแรงขึ้นทุกที นั่นทำให้เขามั่นใจในอำนาจของวารีบำบัด
ต่อมาเมื่อคไนป์บวชเป็นบาดหลวง เขาได้จัดพื้นที่ครึ่งหนึ่งในโบสถ์ของเขาให้เป็นที่รักษาคนด้วยน้ำ ซึ่งวิธีนี้เป็นการจูงใจประการหนึ่งให้ผู้คนมีความใกล้ชิดกับทางศาสนา คไนป์ไม่แต่เพียงส่งเสริมการอาบน้ำด้วยอุณหภูมิต่างๆเพื่อสุขภาพ เขายังได้ประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆเพื่อการบำบัดโรคด้วยน้ำ มีการนวดตัวด้วยน้ำ ใช้เครื่องมือที่มีแรงดันสูงขึ้นฉีดนวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิและแรงดันของน้ำในการฉีดนวดได้อีกด้วย เครื่องมือเหล่านี้ได้รับการตกทอดจนมาถึงปัจจุบัน ในสถานวารีบำบัดเพื่อการรักษาโรคที่ทันสมัย จะต้องติดตั้งอุปกรณ์วารีบำบัดของคไนป์ และวิธีการของเขาได้รับการขนานนามว่า การรักษาแบบคไนป์ (Kneipp cure)
หลักการรักษาโรคของคไนป์หาใช่การใช้แต่วารีบำบัดล้วนๆ แต่คไนป์เนอหลัก 5 ประการได้แก่ 1)วารีบำบัด 2)การออกกำลังกาย 3)อาหาร โดยกำหนดให้กินธัญพืชทั้งเมล็ด (wholesome diet)แทนที่จะกินขนมปังที่ทำจากแป้งขัดขาว ในภายหลังในกลายเป็นขนมปังคไนป์(Kneipp bread) เขายังแนะนำให้กินผักและผลไม้มากๆ ลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์ลง 4)ใช้สมุนไพร 5)ดูแลสุขภาวะทางใจ เขาชี้ชัดไว้เลยว่า สุขภาวะทางจิตใจนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่ดี
นพ.แมกซิมิเลียน เบอร์เชอร์ เบนเนอร์ (ค.ศ.1867-1939)

ในยุโรปเกิดมีปรมาจารย์ของการแพทย์ทางเลื อกอีกท่านหนึ่งซึ่งเกิดมาไล่เลี่ยกันอีกรุ่นหนึ่ง นั่นคือ นพ.แม็กซ์ เบอร์เชอร์ เบนเนอร์ ท่านผู้นี้เป็นแพทย์โดยวิชาชีพเปรียบเทียบกับ 2 ท่านแรกเป็นบุคคลในอาชีพอื่นที่สั่งสมประสบการณ์ด้านการบำบัดจนกลายเป็นผู้นำของกระบวนการ ไม่ใช้ยาก็รักษาโรคได้
นพ.เบนเนอร์เป็นแพทย์ชาวสวิสที่คิดนอกกรอบ เขาไม่ได้ป่วยเจ็บเป็นอะไรกับเขาหรอก (เดี๋ยวจะหาว่า ปรมาจารย์การแพทย์ทางเลือกแต่ละท่านจะต้องป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้ซะก่อน จึงจะคิดออก) นพ.เบนเนอร์สนใจความรู้ด้านอาหาร เขาสังเกตว่าฝูงแกะที่แทะเล็มหญ้าอยู่เป็นกระหย่อมสีขาวบนทุ่งหญ้าสีเขียว ตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่น ลมพัดอ่อนๆ ดินดีน้ำบริสุทธิ์สะอาดบนเทือกเขาแอลป์ มันต่างล้วนมีสุขภาพในภาวะที่อยู่กับธรรมชาติแบบนั้น
แน่นอนว่าการแพทย์แบบแผนในยุโรปในเวลานั้น ณ ศตวรรษที่ 19 ยังคงมุ่งหน้าไปสู่การใช้ยาอย่างมหาศาล เบนเนอร์เสนอแนวคิดว่า ทำไมเราจึงจะไม่ใช้อาหารที่เป็นธรรมชาติอย่างที่ฝูงแกะกำลังแทะเล็มหญ้าบนท้องทุ่งของสวิส ให้เป็นหนทางรักษาโรคให้กับผู้คน
คิดดังนั้นแล้วนพ.เบนเนอร์ก็ไม่ได้อยู่เปล่าๆ เขาก่อตั้งสถานบำบัด (Sanatorium) ขึ้นที่ซูริก ในสมัยนั้นโรคอันน่าหวาดกลัวที่สุดที่แพร่ระบาดไป ใครๆเป็นแล้วมีแต่ตายกับตายก็คือ วัณโรค เขาจัดการรักษาโรคกลุ่มนี้ด้วยการให้ใช้ชีวิตในสถานบำบัดบนเนินเขา รับแสงแดด อากาศบริสุทธิ์ และกินอาหารดีๆที่ให้ความสมดุลแก่ร่างกาย(balance diet) อันประกอบด้วยผักสด ผลไม้สด และธัญพืช
เขาให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตด้วยหลัก 3 ประการคือ: 1)นอนหัวค่ำ (ไม่เกิน 21:00 น.) 2)ฝึกฝนร่างกายแบบสปาร์ตัน ได้แก่การออกกำลังกายอย่างหนักราวกับนักรบสปาร์ตาของกรีกโบราณ 3)ทำสวนให้สุขกายสบายใจ บนทุ่งหญ้าในเทือกเขาแอลป์ ให้คนดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สดสวย
ด้วยวิธีการแบบนี้ ผู้ป่วยของเขาก็หายวันหายคืน แม้กระทั่งผู้ป่วยวัณโรคที่ใครๆก็บอกว่าป่วยแล้วมีแต่จะไม่รอด
ในภายหลังอาหารของเขาได้รับสมญานามว่า อาหารเบนเนอร์ และนับเป็นเรื่องแปลกที่คู่ขนานกันกับงานของเบนเนอร์ในเวลาเดียวกันทางทวีปอเมริกาก็มีผู้สนใจพัฒนาอาหารสุขภาพแบบธัญพืชที่กินทั้งเมล็ดจนมีชื่อเสียงและสุดท้ายได้กลายเป็นอุตสาหกรรมอาหารเช้าที่เผยแพร่ไปทั่วโลก เขาคือ จอห์น ฮาร์วี เคลลอกก์ ต้นแบบผู้ผลิตอาหารเช้าสุขภาพยี่ห้อ เคลลอกก์(Kellogg) อันมีชื่อเสียงนั่นเอง
ซาเกน อิชิซูกะ (ค.ศ.1850-1910)

ในโลกซีกตะวันออกก็มีปรมาจารย์แพทย์ทางเลือกอยู่หลายท่าน ผู้โดดเด่นท่านหนึ่งคือ นพ.ซาเกน อิชิซูกะ ท่านเป็นแพทย์แบบแผนที่รับราชการทหารอยู่ในกองทัพญี่ปุ่น ด้วยบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในทางรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น นพ.ซาเกนมีความเป็นห่วงวิถีสุขภาพของชาวญี่ปุ่น เขายืนหยัดในหลักของวิถีการกินตามวัฒนธรรมพื้นถิ่น เพราะได้ประสบการณ์กับตัวเองในการรักษาโรคไตและโรคผิวหนังที่ตนเองเป็นอยู่ด้วยการผสมผสานการแพทย์แบบแผนกับการแพทย์แผนตะวันออก
นพ.ซาเกนริเริ่มกระบวนการรักษาโรคด้วยอาหารที่เรียกว่า โชกุโย ซึ่งหลักการนี้เองรับการสืบทอดถึงยอร์จ โอซาวา ซึ่งใช้ชื่อวิชาว่า แมกโครไบโอติกส์ ในเวลาต่อมา
อิชิซูกะเสนอทฤษฎีที่ว่า:
1. อาหารเป็นพื้นฐานของสุขภาพ
2. ธัญพืชคืออาหารหลักของคนเรา
3. อาหารไม่ควรถูกขัดสีจนขาว ควรกินมันอย่างธรรมชาติ กินทั้งเมล็ด
4. คนเราควรกินอาหารที่ขึ้นอยู่ในพื้นถิ่นนั้น และกินอาหารตามฤดูกาล
5. ควรให้ความสนใจกับเกลือโซเดียมและโพแทสเซียม กับพลังยินหยางในอาหารที่กินเพื่อความสมดุล
คลินิกของอิชิซูกะใช้หลักอาหารเป็นยา เขาใช้ข้าวกล้อง พืชที่ขึ้นทั้งบนบกและในน้ำ (สาหร่าย) รวมทั้งเทคนิกการรักษาเป็นการเฉพาะอีกบางประการในการรักษาโรค มีผู้ป่วยนับหลายพันรายผ่านมือของเขา เขาถือว่าทั้งอาหารและโรคภัยไข้เจ็บต่างก็มีคลื่นสั่นสะเทือนที่แน่นอน เรียกว่าชี่ ถ้าจัดให้คลื่นพลังของอาหารสมดุลกับชี่ของโรคได้อย่างเหมาะสม ย่อมสามารถรักษาโรคนั้นๆได้
อิชิซูกะเขียนหนังสือเล่มดังชื่อ ทฤษฎีสารเคมีจากอาหารเพื่ออายุยืนยาว เขาระบุว่า นับเป็นความหลงผิดอย่างยิ่ง ถ้าคนเราจะใช้ยาแผนตะวันตกต่อสู้กับไวรัส และระดมยาเคมีบำบัดเพื่อทำสงครามกับมะเร็ง
หนังสือแนะนำ |
- แมคโครไบโอติค
โรคอดเพื่อสุขภาพ |
- อดเพื่อสุขภาพ |
- หายป่วย |
| |
|
|
|
|