ยาไทยบางตัวนำมาจากสารที่มีพิษ เช่น:
- สารหนู มีพิษแน่นอน แต่ใช้ปรุงให้ดีรักษาโรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย
- หนังช้าง มีพิษเหมือนกัน แต่ใช้ทำยาได้ หนังจงโคร่ง มีรสเบื่อเมา ใช้ระงับประสาท ทำให้นอนหลับ
- อำพันทอง คือน้ำกามของปลาวาฬ ใช้แก้เสมหะแก้ลม บำรุงโลหิต
- โคโรค คือก้อนในถุงน้ำดีของวัว ใช้แก้โรคตา แก้น้ำลายเหนียว เป็นต้น
เหล่านี้ถือเป็นสัตว์วัตถุใช้ทำยา ยังมีอีกเช่น: ขี้แมลงสาบ ใช้คั่วให้กรอบ แก้อักเสบฟกบวม คางคกตายซาก นำมาสุมไฟให้เป็นถ่าน ฆ่าเชื้อโรคที่ผิวหนัง แมงมุมตายซาก แก้หอบ สะอึก รังมดลี่ ใช้บำรุงหัวใจ หัวเต่านา แก้ตับทรุด ขี้นกพิราบ แก้ไข้ (ในตำราไม่ได้บอกว่าแก้ไข้หวัดนกหรือเปล่า) นกกระจอกทั้งตัว บำรุงร่างกาย บำรุงกำหนัด อ่านถึงตรงนี้เห็นทีนกกระจอกจะหมดเมืองไทยเสียแล้วละมัง
หางนกยูง แก้สะอึก หางปลาไหลแก้กระษัย หางแมงดาทะเลขับระดูขาว หางงูเห่าแก้เส้นตึง
ขี้จากสัตว์ก็นำมาทำยา นอกจากขี้แมลงสาบยังมีอื่นๆ เช่น ขี้หนูแก้ไข้พิษ ขี้ควายแก้เริม
เหล็กก็ทำยาได้ เช่น สะเก็ดเหล็กหรือสนิมเหล็กใช้บำรุงโลหิต
ธาตุวัตถุ แร่ธาตุบางชนิดมีที่มาแปลกๆก็เอามาทำยาได้ เช่น:
ดินเจ็ดป่าช้า แก้คุณผี คุณคน ชามเบญจรงค์ (เอาชนิดที่มันแตกๆไปแล้วนั่นแหละ เก็บเอาไว้มาทำยา อย่าไปทุบที่ดีๆอยู่ซะล่ะ) แก้กามโรค ดินเหนียวผสมการบูร ใช้พอกหัวแม่เท้าช่วยดึงลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ หยักไย่ที่เตาไฟ ฟอกโลหิต
บรรดาตัวยาทั้งหลายที่มีพิษ ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็เอามาทำยาได้ ต้องผ่านกระบวนการ ฆ่า คือทำลายพิษ ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงเสียก่อน เรียกว่า การสะตุ หรือการประสะ กล่าวกันว่า วีรบุรุษของไทยที่ควรแก่การยกย่อง คือหมอยาไทยแต่โบราณซึ่งผ่านการลองยา คนไทยใจกล้าครับ ไม่มีการใช้หนูทดลอง หรือหมาแมว แต่ลองกับตัวเอง ผลก็คือ บางทีก็โดนพิษเข้าไป ตายไปก็ไม่น้อย กว่าจะได้ภูมิปัญญามาตกทอดให้ลูกหลาน
เห็ดต่างๆก็รักษาโรคได้ เห็ดงูเห่าดับพิษร้อน เห็ดขี้ควายแก้นอนไม่หลับ เห็ดเผาะบำรุงร่างกาย เห็ดจอมปลวกกระจายโลหิต เห็ดตีนตุ๊กแกใช้ทำแกงคั่ว ถ่ายพยาธิตัวตืด
ผักก็ใช้เป็นยา ผักกูดแก้ไข้ตัวร้อน รากผักหวานบ้านแก้ไข้กลับซ้ำ ผักเป็ดช่วยฟอกโลหิต ผักบุ้งแก้อ่อนเพลีย ผักตบแก้พิษในร่างกาย ผักเสี้ยนขับระดูเสีย ผักแว่นแก้เสมหะ นมผักกระเฉดถอนพิษตับอักเสบ
หัวร้อยรู แก้มะเร็งได้ เยื่อต้นขลู่ใช้ขับปัสสาวะ
ปรุงยาใช้เองแบบชาวบ้าน
ฉบับนี้จะแนะนำการปรุงยาใช้เองแบบชาวบ้าน ผมได้รับความรู้จากอาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยา ครับ
1.ยาแก้ผมพิการ
รากส้มป่อย/ รากพุดลา/ รากมะกรูด สามสิ่งนี้สิ่งละ 100 กรัม นำมาต้มดื่มครั้งละหนึ่งถ้วยกาแฟ วันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้า-เย็น แก้อาการผมร่วงหรือเจ็บไปตามรูขุมขน
2.ยากุมารเลี้ยงยาก
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว แม้จะเป็นกุมารีก็ใช้ได้นะครับ ให้เอาดอกชุมเห็ดเทศ ขมิ้นห้อย บดทาตัวเด็ก ช่วยได้ดีนัก
3.ยาลดความอ้วนและบำรุงธาตุ
ชื่อก็น่าสนใจแล้ว มั้ยละครับ คือสูตรตรีผลานั่นเอง ใช้สมอไทย สมอพิเภก ลูกมะขามป้อม ต้มกับน้ำ กินเหมือนขนานที่ 1
4.ยาเปลือกทับทิม
แก้อาการท้องเสีย นำเปลือกผลแห้งของทับทิม ต้มกับน้ำดื่ม วันละ 2 ครั้ง ผสมอบเชยแต่น้อย ช่วยให้กลิ่นดีขึ้น
5.ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ
ใช้ใบฟ้าทะลายโจร มะขามป้อม ชะเอมเทศ สมอเทศ สิ่งละ 100 กรัม นำมาต้มกับน้ำ ใช้จิบบ่อยๆ
6.ยาแก้ท้องอืด/เฟ้อ /ขับลม
นำขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา กะเพราต้มรวมกัน ใช้ดื่มครั้งละ 1 ถึง 2 ช้อนชา
7.ยาดองบำรุงกำลัง
ใช้โกฐเชียง โสม โกฐหัวบัว กระชาย สี่สิ่งนี้สิ่งละ 50 กรัม เหล้าขาว 1 ขวด ดองไว้ 7 วัน จึงผลมน้ำผึ้งพอควร ดื่มทุกเช้า-เย็น ครั้งละ 1-2 ถ้วยชาจีน
8.ยาธาตุแก้ปวดท้อง
นำกระวาน/กานพลู/สมุลแว้ง/อบเชยเทศ/ ชะเอมเทศ สิ่งละ 20 กรัม มาตำพอแหลก ต้มกับน้ำ 3 ลิตรให้เหลือ 2 ลิตร ใช้ผ้าขาวบางกรอง แล้วนำการบูร 5 กรัม เมนทอล 3 กรัมผสมลงไป
9.ยาพอกนิ้วเท้า
ใช้แห้วหมู/ มหาหิงค์ ผสมเข้ากัน ตำพอกหัวแม่เท้า ชักลมให้ลงเบื้องต่ำ ทำให้ตาสว่าง
ศัพท์ของหมอยาไทย
ในฉบับที่ผ่านๆมา มีผู้อ่านสนใจยาไทยบางท่านส่งข่าวเข้ามาทางเมล์ บอกว่า เพิ่งจะรู้ว่า คำว่ากระษัยแปลว่าอะไร ก็เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์อาจารย์คมสันเที่ยวนี้แหละค่ะ และอีกหลายท่านก็บอกทำนองนี้
ครับ ผมเองก็เพิ่งจะตาสว่างกับคำว่ากระษัย ก็ตอนนี้แหละครับ ที่ผ่านมายังไม่เห็นอาจารย์ยาไทยท่านไหนฟันธงให้ชัดๆกับคำว่า กระษัยแปลว่าอะไร อนึ่งมีบางท่านถามคำศัพท์มาอีก 2-3 คำ ก็เลยขอตอบไว้ตรงนี้ด้วย
กำเดา คือไอความร้อน
กำเริบ คืออาการที่มากเกินกว่าปกติ
กระษัย คือภาวะอันเกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย คือภาวะก่อนป่วย อาจเทียบกับคำว่า degeneration แบบว่า ร่างกายกำลังถูกบั่นทอนด้วยอนุมูลอิสระ ทำนองนั้นน่ะครับ